»-(¯`v´¯)-»Aiey... 的个人资料´*¤°•★ •:_HëlLØ W¤®lÐ ¯|...照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
7月29日 จากสูงสุดสู่สามัญเราเชื่อว่าชีวิตคนเรานั้นต่างก็ต้องเคยผ่านหลุมดำของชีวิตกันมาทั้งนั้น บางหลุมอาจจะตื้นบ้างลึกบ้างก็ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ที่ได้ประสบพบเจอ
เป็นเวลานานมากนะที่เราไม่ได้ขีดๆเขียนๆ คือคิดอยู่ตลอดเวลาว่าจะทำ จะเขียน แต่ก็พลัดวันประกันพรุ่งมาตลอด มันมีหลายสิ่งหลายอย่าง อยากถ่ายทอด เผื่อวันนึงเรากลับมาอ่าน มันก็เป็นข้อคิดที่ดีให้กับชีวิตเราได้
นี่ก็เป็นเวลาหกเดือนแล้วที่กลับมา ณ. วันนี้เราก็ยอมรับว่าเราเข้มแข็งมาก ถ้าเทียบกับตอนที่เพิ่งกลับมาใหม่ๆ แต่พอมองย้อนกลับไปก็แปลกใจตัวเองอยู่เหมือนกันนะ ว่า เออเราผ่านช่วงเวลาเลวร้ายเหล่านั้นมาได้ไง กว่าที่จะรวบรวมสติมานั่งเล่าหรือคิดย้อนในสิ่งที่เกิดขึ้นแบบนี้ได้ เรียกว่าไม่ใช่ง่ายเลยทีเดียว
เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งเหล่านั้นได้ให้ข้อคิดต่างๆมากมายกับชีวิตเรา ทั้งในเรื่องของการปรับเปลี่ยนมุมมอง ทัศนะคติ ถ้านึกย้อนกลับไปหกเดือนที่ผ่านมาชีวิตเราต้องฝ่าฝันอะไรมาบ้าง ถ้าถามตัวเองตอนนี้ เราอาจจะบอกได้ว่ามันเป็นช่วงเวลาที่แย่ ลำบาก มากที่สุดช่วงนึง แต่ก็อาจจะไม่ใช่แย่ที่สุด เพราะชีวิตคนเรายังต้องเจออะไรอีกมากมายในวันข้างหน้า นี่อาจจะเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวก็ได้ หกเดือนเต็มที่กว่าวันแต่ละวันจะผ่านพ้นไปมันช่างหนักหนาสาหัส คนบางคนอาจจะไม่มีโชคด้านความรัก แต่อย่างน้อยก็ยังมีงานที่รักทำ อย่างน้อยก็มีอะไรให้มุ่งหวัง หรือคาดหวัง เพื่อก้าวเดินหน้าต่อไป
ในขณะที่บางคนชีวิตการทำงานอาจขรุขระไม่ราบเรียบ แต่ชีวิตรักลื่นไหลมีความสุข ก็ยังพอเจือจุนทำให้มีหวังและกำลังใจในการสู้บากบั่นต่อไป
พอมองย้อนกลับมาดูตัวเอง แล้วเรามีอะไรให้ยึดเหนี่ยวบ้าง นอกจากใจช้ำๆที่ต้องมาเดินเตะฝุ่น และชีวิตรักที่พังยับเยิน หรือว่าเราเลือกอกหักผิดเวลา ดันมาเลือกเป็นช่วงเศรษฐกิจขาลง (เกี่ยวไหม) งานก็เลยหายากโคตรพ่องแบบนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราหมั่นเตือนตัวเองอยู่เสมอคือ ชีวิตมันก็ต้องดำเนินต่อไป จะยากเย็นแสนเข็ญแค่ไหน สักวันมันก็ต้องมีวันของเรา เพราะเวลาคือสิ่งที่ยุติธรรมที่สุดในโลก ในวันที่เรามีความสุข วันนึงเราก็สามารถมีความทุกข์ได้ หรือถ้าเมื่อเราจมอยู่กับความทุกข์ วันข้างหน้าความสุขก็ต้องเป็นของเรา มันก็เหมือนหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า ในโลกนี้ไม่ความสุขและความทุกข์ใดที่จีรังยังยื่น ทุกอย่างล้วนเปลี่ยนแปลง มีทุกข์ได้ก็ต้องมีสุขได้ (แล้วนี่กูไปไหนแล้วเนี่ย ไปบวชเลยดีไหม)
กลับมาเข้าเรื่องต่อ สรุปขอบอกว่าตอนนั้นชีวิตชั้นเยินมาก เรียกว่าสุขภาพจิตดีกว่า ในเมื่อใจทุกข์ ร่างกายก็พลอยได้รับผลตามไปด้วย คือผอมมาก เหมือนเด็กเป็นโรคขาดสารอาหาร ผอมอย่างเดียวไม่ว่า ดันดำด้วย ราศีที่เคยมีก็กลายเป็นหม่นหมอง มีแต่ราคีคอยคลอบงำ ถามว่าผู้ชายเพียงคนเดียวทำให้เราเป็นขนาดนี้เลยเหรอ คำตอบคือไม่ใช่ ทุกสิ่งทุกอย่างเราทำตัวเองทั้งสิ้น ก็กูเนี่ยแหละที่ตัดสินใจลาออกจากงานประจำที่ทำ ตัดสินใจว่าอยากไปออสเตเลีย แล้วก็กูเองที่เป็นคนซื้อตั๋วกลับไทย ไม่มีใครบังคับ แต่ถามว่าสถานการณ์ต่างๆมีส่วนไหม ใช่มีส่วน แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ทั้งนี้ทั้งนั้นเรานั่นแหละคือคนที่พาตัวเองเข้าไปอยู่ในจุดๆนั้นเอง เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องไปคิดโทษใคร แล้วก็ไม่มีใครให้โทษด้วย ถามว่าเสียใจไหมกับสิ่งที่ตัดสินใจทำลงไป คำตอบคือไม่เคยเสียใจเลย อาจจะมีเสียดายบ้าง ว่าเออ เราน่าจะทำแบบนี้ หรือเราน่าจะพูดอย่างนั้น แต่อย่างที่บอกอะไรทที่มันเกิดขึ้นไปแล้ว มันไม่สามารถไปเรียกร้องให้เวลามันหมุนย้อนกลับได้ แต่สิ่งที่เราได้เรียนรู้ จากตรงนั้นนั่นซิคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เรายังเคยคิดนะ ถ้าเราเด็กกว่านี้สักห้าปี หรืออารมณ์เพิ่งจบใหม่ๆ เวลาที่จะให้เราลองถูกลองผิดมันก็คงมีมากมายถ้าเทียบกับตอนนี้ ถ้าเป็นตอนนั้นจะลาออกจากงาน หรือเปลี่ยนงานรายอาทิตย์ยังทำได้ ณ ปัจจุบัน อายุมันก็เพิ่มมากขึ้น โอกาส หรือเวลาที่จะให้เราลองผิดลองถูกมันก็พลอยลดน้อยลงไปด้วย เพราะฉะนั้นการตัดสินใจไม่ว่าจะด้วยเรื่องอะไรก็ตาม ก็ต้องให้สติมาก่อนเสมอ
อะไรที่มันแล้วไปแล้ว ก็ให้มันแล้วไป ตราบใดที่ยังมีลมหายใจก็ต้องสู้กันต่อไป อันนี้หมายรวมถึงทุกๆเรื่องของชีวิต
ยอมรับนะว่าพูดน่ะ มันง่ายกว่าทำ เรารู้ความรู้สึกนั้นดี เพราะได้เจอกับตัวเอง แต่ก่อนไม่เคยคิดหรอกว่าคำพูดที่เราพูดออกไปมันอาจจะทำให้คนรอบข้างฟังแล้วเสียความรู้สึกหรือเจ็บช้ำน้ำใจ จนวันนึงเราได้เจอกับตัวเอง
วันที่ได้รู้รสชาติของคำว่าเจ็บ(ใจ)น่ะมันเป็นอย่างไร ของแบบนี้ไม่เจอกะตัวเองไม่รู้หรอก (แต่ไม่ต้องเจอบ่อยๆหรอกนะ เดี๋ยวโรคประสาทจะถามหา แค่นี้ก้อเหยี่ยวเหลืองแล้ว) อย่างที่รู้ๆกันว่าทุกอย่างมันต้องใช้เวลา กว่าจะมาเป็นเราได้ในทุกวันนี้ก็เล่นเอาเกือบแย่เหมือนกัน แต่ก่อนเราเป็นคนที่ร่าเริง สดใส(ซาบซ่า) โลกนี้เป็นสีชมพู แฮปปี้ลั่นลาไปวันๆ
พอนึกย้อนไปดูตัวเองเมื่อหกเดือนก่อน โอ้ว แม่เจ้า ก็ไม่รู้ว่าไอ้คนข้างบนมันอัตราฐานหายไปไหน เหลือไว้แต่ผู้หญิงผอม ดำ กับดวงตาที่หมดอาลัยตายอยากกับชีวิต ประหนึ่งว่าชีวิตกูอยู่ไปทำไม ประมาณนั้นเลย
มันไม่ง่ายเลยนะสำหรับคนที่ล้ม(แบบหน้าคะมำ)แล้วจะลุกขึ้นมาผงาดได้เหมือนเดิมอีกครั้ง กำลังใจนั่นแหละคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ตอนนั้นคำว่าหดหู่เป็นยังไง เรานี่รู้ซึ้งเลย อารมณ์ที่ว่าตื่นมาแล้วไม่อยากลุกจากเตียง อยากจะซุกตัวอยู่ตรงนั้น ไม่อยากรู้วันเวลา ไม่อยากรับรู้สิ่งใดๆ เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า ก็ยังนอนจมคราบน้ำตาคิดวนไปวนมาเรื่องเดิมๆ เหมือนหมาวนกัดหางตัวเอง ช่วงพีคที่สุดก็คงหนีไม่พ้นช่วงสองเดือนแรก โห ตอนนั้นสติมันไม่ค่อยอยู่กะเนื้อกะตัว พยายามหากิจกรรมทำนะไม่ใช่ไม่พยายาม ไปเรียนไอเอลก็ไป ใครชวนไปเที่ยวไหนหัวหกก้นควิดไปหมด แต่ฟิลมันไม่ใช่ไง คือทำไปเพราะสักแต่ว่าทำ ไปเรียนก็ไปเรียนไปงั้น ไม่ได้เข้าหัวเลย เพราะใจมันไม่ได้จดจ่อ สมาธิก็กระเจิดกระเจิง ช่วงนั้นดูหมอเยอะมาก ประหนึ่งว่าหาที่พึ่งทางใจ ดูจนเริ่มงงกะชีวิตตัวเอง สรุปกูอะไร ยังไงว่ะเนี่ย นั่นมันคืออาการของคนที่อยู่คนเดียวไม่ได้ เพราะรู้ตัวเองเลยว่าอยู่คนเดียวแล้วฟุ้งซ่าน จิตตก ซึ่งปกติอาการแบบนี้ไม่เคยปรากฏกับพิมภัสมาก่อน อย่างที่รู้ๆกันว่าเราเป็นคนที่โลกส่วนตัวสูง ชอบใช้เวลาอยู่กับตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันก็ชอบออกไปสังสรรคเฮฮากะเพื่อนฝูงนะ ไม่ใช่ว่าจะปลีกวิเวกอย่างเดียว
แต่ตอนนั้นมันไม่ใช่ไง มันเป็นแบบว่ากูอยู่คนเดียวไม่ได้ ทั้งๆที่อยู่บ้านตัวเองแท้ๆ แต่มันคัน ต้องหาเรื่องออก ต้องไปไหนสักที่ ต้องขอออกไปเจอเพื่อน ขับรถเปลืองค่าน้ำมันเพื่อไปนั่งกินข้าว หรือไปเจอหน้าเพื่อนแค่20นาทีก้อยังดี อาการหนัก คิดดูถึงขนาดยอมโง่ไปลงสมัครฟิตเนสที่Central world แล้วจนทุกวันนี้ก็ไม่ได้ไปเล่นสักครั้ง ก็แหมแค่คิดก็เหนื่อยแล้ว ใครจะถ่อไป ไกลขนาดนั้น ช่วงเดือนแรกนี่ยอมรับว่าแย่สุดๆ อาการเหมือนผีเข้า เดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวร้องไห้ เดือนที่สอง สาม และ สี่ นี่เน้นหนักไปทางเที่ยว เที่ยวแม่งหมดอ่ะ กลางวัน กลางคืน ในประเทศนอกประเทศ ช่วงนั้นก็มีคนใหม่ๆเข้ามาเกาะแกะบ้างอะไรบ้าง เพราะจริงๆเราก็ไม่อยากที่จะปิดกั้นตัวเอง แต่ขอโทษ แต่ละคนที่เข้ามา ….เอาเป็นว่าปล่อยกูอยู่คนเดียวจะสบายใจกว่า แต่ก็ยังเป็นเพื่อนกัน คุยกันได้ แต่จะให้คบเป็นแฟน ขอให้ย้อนกลับไปอ่านประโยคก่อนหน้าอีกที………get ป่ะ
เราว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้ตอนนั้นเรารู้สึกแย่มากๆ ก็อาจจะเป็นที่ เรายังไม่ค้นพบตัวของตัวเอง อารมณ์เหมือนจับจดยังไม่รู้ว่าจริงๆตัวเองอยากทำอะไร ซ้ายก็ดี ขวาก็น่าลอง เลยดูเหมือนมันสะเปะสะปะไปหมด จนพอเข้าเดือนที่สี่เราก็เริ่มบอกกับตัวเองว่า เอื้อยแกต้องเลิกบ้าบอแล้วโฟกัสกับชีวิตตนเองสักที หัดเอาเวลามาดูแลตัวเองบ้าง และช่วยกรุณารักตัวเองให้มากขึ้นกว่านี้ด้วย ก็เลยเป็นที่มาเรื่องของการเรียนต่อโท ตอนแรกว่าจะไปต่อที่ออส แต่ด้วยปัจจัยและอะไรหลายๆอย่าง ทำให้เราตัดสินใจว่าเรียนต่อที่ไทยเนี่ยแหละ ความหวังที่ว่าจะหาผัวรวยๆแล้วเกาะผัวกิน ก็เป็นอันล้มเลิกไป พึ่งตัวเองน่ะแหละดีที่สุด ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน
เรื่องตัดสินใจต่อโทนี่จริงๆเป็นเรื่องที่คิดมานานแล้วล่ะ แต่ก็เลื่อนมาเรื่อย
ในที่นี้ก็ต้องกราบขอบคุณท่านชัชชัยที่ชี้ทางสว่างให้แก่เรา เพราะท่านบอกว่า เรียนโทไม่เหมือนเรียนตรี เรียนโทคือการสร้าง connection การทำฐานให้กับชีวิตการงานตนเองในอนาคต ทั้งนี้ทั้งนั้นจะเรียนในไทยหรือเรียนเมืองนอกมันก็มีข้อดี ข้อเสียต่างกันไป ข้อดีของเรียนโทเมืองนอกคือ หนึ่ง ได้ประสบการณ์ ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตในต่างแดน ได้รู้ซึ้งถึงคำว่าการอยู่กับตัวเองน่ะมันเป็นยังไง เรียนรู้วิธีการเอาตัวรอด และฝึกความอดทนให้กับตนเอง (ซึ่งท่านก็แอบหยอดมาว่า สำหรับเอื้อยหกเดือนที่ไปอยู่มา ก็น่าจะเป็นประสบการณ์ชีวิตที่มากพอแล้วนะ) ข้อเสียก็คือ พอเราเรียนจบ กลับมาหางานทำที่ไทย เราก็ต้องไปนับหนึ่งใหม่ เพราะเราไม่มี connection ที่เมืองไทย นอกจากว่าบ้านรวยมีกิจการ หรือมีตำแหน่งรองรับ นั่นก็อีกเรื่อง ในทางกลับกันถ้าเรียนที่นี่ ถึงแม้จะจบการศึกษาไปแล้ว เราก็ยังคงต้องติดต่อกะเพื่อนร่วมคลาสเรียนเราอยู่แล้ว คนเหล่านี้แหละคือสะพานที่จะทำให้เราไปสูจุดมุ่งหมายของเราได้ แล้วตอนนี้ระบบการศึกษาในบ้านเราก็ไม่ได้น้อยหน้าใคร บ้านเรา เมือง เรา เราก็ย่อมมีสิทธิเลือกมากกว่า จบจากมหาลัยชั้นนำของประเทศ ย่อมมีภาษีดีกว่าจบจากมหาลัยไก่ กา จากต่างประเทศเป็นไหนๆ ดีไม่ดีบางยูไปเรียนแล้วไม่ได้รับรองจากกระทรวงศึกษาธิการอีกต่างหาก กลายเป็นเสียทั้งเวลาและเงิน และนั่นก็คือที่มาที่ทำให้เราตัดสินใจเรียนต่อโทที่ CMMU (College of Management Mahidol University) ภาคInternational major in Marketing. เป็นไงกว่าจะเข้าเรื่อง เวิ่นไปไกลเลยกู
และพระองค์นี้แหละที่เป็นคนชี้ทางสว่างให้กับชีวิตของเรา โดยท่านบอกกะเราแค่สั้นๆว่า คนเราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับตัวเองให้เป็น ท่านไม่ได้บอกให้เราเป็นคนสันโดษ หรือปิดกั้นตัวเอง แต่ความหมายของท่านก็คือ สุขหรือทุกข์นั้นมันอยู่ที่ใจ ปัจจัยภายนอกเป็นแค่องค์ประกอบย่อย ถ้าเราเลือกที่จะอยู่กับตัวเองให้เป็น รู้วิธีคิดในการทำให้ตัวเองมีความสุข นั่นแหละคือความสุขที่แท้จริง
เมื่อก่อนเราอาจจะมองว่าการได้ออกไปเที่ยวสังสรรค์เฮฮากะเพื่อนดึกๆดื่นๆ ทำให้เรามีความสุข แต่เอาเข้าจริงๆ ใช่ ตอนนั้นยอมรับว่ามีความสุข แต่พอพ้นจากสภาวะตรงนั้นไปแล้วเราก็กลับมาทุกข์อีก จนวันนึงเราก็ได้คิด ว่าที่ท่านบอกให้เราอยู่กับตัวเองให้เป็นนั้นมันหมายความว่าอย่างไร ทุกวันนี้เราได้รู้ว่าการเปิดเพลงเต้นกะหย่องกะแหย่งอยู่ในห้องตัวเองก็สามารถทำให้เรามีความสุขได้ หรือจับหมามาแต่งตัวบ้าๆบอๆแล้วถ่ายรูปก็ทำให้เราสามารถหัวเราะได้เช่นกัน ประเด็นคือไม่เปลืองเงินด้วย (แต่เรื่องเที่ยวก็ยังมีอยู่บ้างอะไรบ้าง พอกรุบกริบ) กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ ยอมรับว่าเหนื่อย แต่ก็ขอขอบคุณทุกๆกำลังใจที่ช่วยพยุงให้เราลุกขึ้นฮึดสู้อีกครั้ง ขอบคุณพ่อกับแม่ ที่ไม่ว่าลูกคนนี้จะโซซัดโซเซกลับมาในสภาพไหนก็ตาม ท่านทั้งสองก็ยังคงอ้าแขนรับด้วยความรักและความอบอุ่นเสมอมา ขอบคุณเพื่อนๆทุกคน ที่รักและหวังดีกับเรา "แด้" ถ้าฉันไม่มีแกวันนั้น ฉันก็ยังจะคงยืนเกาหัว งงกะชีวิตตัวเองอยู่อีกเป็นนาน แกคือเพื่อนที่มีพระคุณแก่ฉัน " อีเหาเบน" มึงคือแฝดกู สองเราล้วนผ่านวีรกรรม(อัปรีย์)ด้วยกันมามากมาย ขอบใจมากที่มึงอยู่เคียงข้างกูมาตลอด "ก้อย" มึงคือเพื่อนเลิฟกู เวลาที่กูมีเรื่องไม่สบายใจพอกูได้คุยกะเมิงแล้วกูสบายใจทุกครั้ง เสมือนมีแม่คนที่สอง "นังหยก" ขอบใจมึงที่ไม่เคยเอือมกะเพื่อนคนนี้ และอยากบอกว่ากูซึ้งใจมากที่มึงเจ็บแค้นแทนกู และอีกหลายต่อหลายคน ที่ไม่ได้เอ่ยนามมาในที่นี้
ขอบคุณสำหรับความดื้อและรั้นของตัวเองที่ทำให้เราเป็นเรามาทุกวันนี้ และได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างที่เงินก็หาซื้อไม่ได้ ขอบคุณความมุ่งมั่น เชื่อมั่น และศรัทธา ในตัวเอง ที่ทำให้เราไม่ย่อท้อ และเป็นพลังผลักให้เราก้าวต่อไป ขอบคุณเวลาที่ทำให้เราได้รู้ว่า ชีวิตคนเรามันสั้นนัก ทำอะไรแล้วตัวเองมีความสุข ไม่เดือดร้อนคนอื่นก็ให้รีบๆทำซะ สุดท้ายนี้ชีวิตเราในวันข้างหน้าจะเป็นยังไงนั้น เราไม่อาจรู้ได้ รู้แต่ว่ากูต้องเริ่มเรียน accounting อาทิตย์หน้าแล้ว บวกกับทำงานวันแรกวันจันทร์หน้า ดีจังทีนี้ก็จะได้กลับไปเป็นนักเรียนอีกครั้ง ควบไปกับเป็นมนุษย์เงินเดือนด้วย โดปวิตามินด่วน !!!!! PS:จริงๆคือพิมพ์ไว้ตั้งแต่วันที่ 5 July 09 แต่เพิ่งมีเวลาเอามาลงเนี่ย -*- 引用通告此日志的引用通告 URL 是: http://vodka-ishi.spaces.live.com/blog/cns!9C298AA540574B41!3360.trak 引用此项的网络日志
|
|
|