»-(¯`v´¯)-»Aiey... 的个人资料´*¤°•★ •:_HëlLØ W¤®lÐ ¯|...照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
11月15日 ชีวิตสุดหรรษาของกระเหรี่ยงน้อย (เยอะ)เฮ้อ ห่างหายจากการอัพมาเป็นชาติ ไม่ใช่ว่าไม่มีเวลา แต่ไม่มีอารมณ์ (โห ศิลปินตัวจริง) ช่วงนี้ก็เวิ่นเว้ออยู่กะการหาบ้าน (เรียกว่าที่ซุกหัวนอนจะดีกว่า) เราละไม่เข้าใจจริง จริง ว่าทำไม๊ ทำไม ประเทศนี้มันถึงได้หาบ้านยาก หาบ้านเย็นขนาดนั้น ราคาก็พระเจ้าช่วย วันก่อนไปดูมาในเมือง หนึ่งห้องนอน ที่แม่งแคบเท่าแมวดิ้นตาย ตกเดือนละสามหมื่นบาท นึกย้อนกลับกันสามหมื่นบาทถ้าเป็นบ้านเรา ได้คอนโด หรือห้องหรูๆ อยู่ในเมือง ไม่ใช่ไอ้ห้องรูหนูคุดคู้แบบนี้ แต่ก็เอาเหอะ ไหนๆก็มาแล้ว เป็นประสบการณ์ชีวิต ครั้นจะให้ไปแชร์กะชาติฝอ (ฝรั่ง) ก็กระไรอยู่ ต่างชาติ ต่างภาษา เกิดวันไหนอยากกินตำปูปลาร้าขึ้นมา มีหวังแม่งต้องย้ายออกจากบ้านกันเลย ส่วนจำนวนสมาชิกที่หาบ้านด้วยกันตอนนี้ก็มีอยู่สามคน ซึ่งแต่ละคน Demand ช่างต่างกันราวฟ้ากะเหว คนนึงเป็นน้องเวียด เพื่อนแด้ ขานั้นอยากอยู่หรูๆ สวยๆ ออกแนวไฮโซหน่อย (ซึ่งไม่ได้เข้าใจอารมณ์โลโซงบน้อยอย่างพวกกูเลย) อีกคน คนไทยเจอที่ร้านอาหาร วีซ่าหมดเดือนกุมภา ยังไม่รู้เลยว่าจะเอาไงกะชีวิตต่อ อยากได้ถูกๆดีๆ เน้นปลอดภัยกะเดินทางสะดวกเป็นหลัก ขานี้ก็กระเตงๆหาบ้านด้วยกันมาสองอาทิตย์แล้ว ส่วนคนสุดท้าย (กูเนี่ยแหละ) อยู่ไหนก็ได้ ที่วีคละไม่เกินสองร้อย (เพราะกูมีปัญญาแค่นั้น) ประเด็นคือมี น้ำ ไฟ อินเตอร์เน็ต (ส้วม และสายฉีดตูด เข้าถึง เท่านั้นแหละที่ต้องการ สวดมนต์ภาวนากันต่อไป (อัพเดท ตอนนี้ได้บ้านแล้ว ก็อยู่มันหลังเดิมแหละ เจ้าของบ้านต่อสัญญาให้ คงจะสมเพช ช่วงหาบ้านหน้าเรายังกะนางเอกคนเล่นของ ดำได้อีก เครียดไง ความจริงได้บ้านเพราะเจ้าชีวาสแท้ๆเลยนะเนี่ย จะว่าไป ห้าๆๆ)
โดยรวมๆชีวิตตอนนี้ก็ขึ้นๆลงๆ (ชีวิตคนเรามีขึ้นก็ต้องมีลง) พอกะลังจะลงตัวกะที่ร้านอาหาร ก็ดั้นมาลดวันกูอีก (แล้วจาเอาลายแหลกคร่า) กรรมของกระเหรี่ยง จากตอนแรกทำสามวัน ก็ว่าน้อยแล้ว นี่เหลือให้ทำสองวัน พฤหัสกะศุกร์ โดยเจ้าของร้านให้เหตุผลว่า คนมันเยอะไป วันจันทร์มันไม่ค่อยยุ่งทำสองคนก็พอ ที่เหลือว่างอีกห้าวัน หาอะไรทำดีอ่ะเนี่ย ว่าจะลงคอสเรียนภาษา ไม่ก็หางานใหม่ แต่ตอนนี้คือต้องหาบ้านให้ได้ก่อน พอจบเรื่องเครียดๆ มาเป็นนินทาชาวบ้านดีกว่า การที่ได้มาทำงานร้านอาหารที่นี่ ทำให้เรารู้ซึ้งถึงประโยคที่ว่า “ใครว่าอยู่เมืองนอกสบายห๊า” เพลงของใครสักคนเนี่ยแหละ วันนี้ก็จะมาเล่าคร่าวๆให้ฟังว่าหน้าที่หลักๆต้องทำอะไรบ้าง (ไม่ต่างกะตอนเป็นแอร์เลย แค่ย้ายจากบนฟ้ามาเสริฟ์บนดินแทน) เวลาเริ่มงาน (ที่ควรมาถึงร้าน) สี่โมงครึ่ง แต่เวลาที่เค้ามาเปิดร้านจริงๆ ห้าโมง (แล้วให้ตูมาสี่โมงครึ่งเพื่อ) พอเข้าร้านปุ๊บก็ ยกโต๊ะ (หนักมดลูกแทบเคลื่อน เราใช้วิธีลากๆเอา พื้นเป็นรอย ช่างแม่งไม่ใช่ร้านกู แต่ถ้าหลังกูเน่าเนี่ยมึงจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ป่าวล่ะ) ลากโต๊ะเสร็จก็กางเก้าอี้ เพราะมันจะมีโต๊ะนอกโต๊ะใน จากนั้นก็กวาดร้าน ถูร้าน ล้างห้องน้ำ ซึ่งถ้าวันไหนน้ามล (เจ้าของร้าน) ไม่เข้า ก็สามารถล้างแบบเอาทรีนล้างได้ แต่ถ้าวันไหนเจ๊แกเข้า โอ้วแม่เจ้า ให้กูนอนในนั้นเลยไหม ขัดจนเลขจะขึ้น ห้องน้ำนะเจ๊ไม่ใช่ห้องนอน อะไรกันมากกันมาย
พอล้างห้องน้ำเสร็จก็เซ็ตโต๊ะ เติมเทียน จัดช้อน ส้อม เช็ดแก้ว แล้วก็ดูเรื่องความเรียบร้อยโดยรวม จากนั้นก็ได้เวลาสุขสันต์ กินข้าว ตั้งแต่มาทำงานที่นี่ผมจะล่วงหมดหัวตาย ก็พี่ท่านเล่นสาดผงชูรสกันซะน่ากลัว ผมยิ่งน้อยๆอยู่ กินข้าวเสร็จก็เปลี่ยนชุด ซึ่งก็ไม่รู้อะไรกระหนักกระหนากะไอ้ชุดเนี่ย ตอนนี้ที่ใส่เป็นสไบทองกะผ้าถุงยาวถึงตาตุ่ม ถามว่าสวยไหม มันก็สวยดีอ่ะนะ แต่มันไม่สะดวกต่อการทำงานเอาซะเลย ยิ่งช่วงยุ่งๆนี่ แม่อยากจะถลกผ้าถุงขึ้นบ่าแล้วเดิน หน้าจะทิ่มตายหลายที่และ แล้ววันที่เราทำมันจะเป็นวันที่ยุ่งเสมอ ยิ่งอากาศตอนนี้เริ่มอุ่นแล้วด้วย คนก็ออกมากินข้าวนอกบ้านกันเยอะขึ้น ล่าสุดเมื่อพฤหัสที่แล้ว เอื้อยงานเข้า ปกติลูกค้าจะเริ่มเข้าหลังหกโมงครึ่งเป็นต้นไป ถ้ามีเข้ามาก่อนก็อย่างมาไม่เกินสองโต๊ะ พอกรุบกริบ แต่วันนั้นยังกะห่าลง ตั้งแต่หกโมงเย็นยันสี่ทุ่ม ลูกค้าเข้าร้านไม่ขาดสาย ไหนจะโทรศัพท์ที่เป็นพวก order take away อีก จำได้ว่าวั้นนั้นในครัวทำตำซั่วปูปลาร้าของโปรด ไก่ทอดแล้วก็ข้าวเหนี่ยว คือแทะไก่ยังไม่ทันหมดชิ้นเลย แม่งก็เข้ากันมาอยู่นั่นอ่ะ เดินกลับไปอีกที ไก่กูไปแล้ว สรุปวันนั้นได้กินอีกทีตอนสี่ทุ่ม ตอนที่ลูกค้าเริ่มซาแล้ว น้ามล(วันนั้นดีนะที่แกองค์ไม่ลง ถ้าเจ๊แกองค์ลงมีหวังยุ่งเป็นสองเท่า) แกก้อสั่งผัดไทให้กิน ก็นั่งกินกันกะพี่อีกคน กินกันหัวซุกหัวซุน แล้วเรื่องมันก็มีอยู่ว่า โต๊ะสิบเอ็ด (จำเลขได้แม่นยำ เพราะเป็นเลขซวยของเรา) ลูกค้ามาสี่คน เป็นตัวเมีย วัยหมดประจำเดือนแล้ว หรือไม่ก็กำลังเข้าสู่วัยทอง ไม่รู้มันไปตายอดตายยากมาจากไหน ตอนนั้นร้านคนเยอะสุดๆ มีเด็กเสริฟ์อยู่สามคน พี่ท่านคนนึงจะกินไวน์ขาว อีกคนจะเอาไวน์แดง น้ำเปล่ากูก้อจะเอา เอ่อ แหกตานิดนึงว่ากูยุ่งอยู่ ช่วยสั่งอะไรง่ายๆได้ไหม เสร็จปั๊บเราก็ไปรับออร์เดอร์โต๊ะมัน ที่นี่พอรับออร์เดอร์เสร็จแล้วก็จะเอาไปจิ้มลงคอม แล้วก็ปรินท์ใบออร์เดอร์มา จากนั้นก็เอาไปให้ในครัว วันนั้นคงเป็นวันซวยของเราจริงๆอ่ะ เราก็ทำทุกอย่างเหมือนปกตอ ยี่สิบนาทีผ่านไป เอ๊ะ ทำไมยังไม่มีอะไรออกมาเลยว่ะ พอเข้าไปเช็คในครัวลมแทบใส่ แม่เจ้าโว้ย ออร์เดอร์ไม่มี ที่กูอุตส่าห์จดและปรินท์มามันอันตราฐาน หายไปไหน แล้วคนซวยคือใคร ก็กรูเนี่ยแหละ ที่ต้องไปบากหน้าขอโทษลูกค้าเพื่อที่ให้มันสั่งใหม่อีกรอบ เผอิญน้ามลเดินผ่านมาได้ยินพอดี โดนด่าอีก เราก็เถียงเดะ ก็เอาเข้าไปแล้วอ่ะ แล้วจะให้มาจำว่ามันกินอะไร ยังไง ใครจะจำได้ว่ะ ลูกค้าตั้งเยอะแยะ ก็อาศัยยิ้มเข้าสู่แถๆ ขอให้มันส่งใหม่ พอมันกินอิ่ม ได้อาหารครบ เรื่องน่าจะจบแค่นั้นช่ายไหม แต่เปล่า ตอนจ่ายเงิน แม่งขอลดเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากที่มันต้องรอนาน อืม เอากะมันเดะ ท้ายที่สุดอีออร์เดอร์เจ้ากรรมน่ะ มันก็อยู่ในครัวน่ะแหละ นอนเล่นน้ำอยู่บนพื้น มันคงปลิวหลุดลงมา เอ่อ ความผิดกูไหม ???
ถัดมาวันรุ่งขึ้น ติดกันเลย อะไรมันจะซวยซ้ำซวยซ้อนซวยซ่อนเงื่อนขนาดนี้ โต๊ะเดิม โต๊ะสิบเอ็ด คราวนี้มาเป็นครอบครัว ครอบครัวช้าง(น้ำ) เก้าอี้แม่งยังเล็กกว่าตูดส์มันเลย อีตัวพ่อ มันจะจิ๊จ๊ะหน่อย แม่มันก็มีบ้าง ส่วนอีตัวลูกไม่ค่อยอะไร พอถึงตอนสั่งอาหาร เราก็จดออร์เดอร์มา จากนั้นก็ไปจิ้มลงคอม ระหว่าที่จิ้มนั้น ก็น้ามลอีกเนี่ยแหละ แกเป็นโรคตื่นแขก เห็นลูกค้าเยอะแล้วจะลน ไม่เข้าใจจะลกไปไหน ให้เราเอาจานไปเก็บหรือไปเสริฟ์ไวน์เนี่ยและ แล้วอีโทรศัพท์เจ้ากรรมดันดังขึ้นอีก ออร์เดอร์ก็ยังลงไม่เสร็จ ก็ต้องหันไปรับโทรศัพท์ก่อน พอวางเสร็จปั๊บก็ลืมว่ายังลงอาหารไม่หมด พอในครัวทำออกมา มันก็ไม่ครบตามที่มันสั่ง ทีนี้ล่ะคร้าบเป็นเรื่อง เพราะมันดันเป็นลูกค้าประจำ มันรู้หมดว่าอาหารหน้าตาเป็นยังไง รู้สึกจะขาดเมนไปสองที่มั้ง แต่เราสาบาญได้ว่ามันไม่ได้สั่งปอเปี๊ยะ กะเรา มันอาจจะสั่งกะคนอื่นแต่ที่แน่ๆไม่ใช่กะเรา แต่คนซวยคือกรู แล้วถามใครไม่ถามดันๆๆๆๆๆถามน้ามล เจ๊แกก็องค์ประทับเลย เต้นเร่าๆมาถามหาว่าใครจดออร์เดอร์โต๊ะนั้น หลังจากนั้นก็ด่าๆๆๆๆๆๆ จริงๆไม่ใช่ความผิดในครัวแต่ มันก็โดนด้วย เราเนี่ยโดนเต็มๆ เพราะลูกค้าไม่พอใจมาก อีกอย่างวันนั้นคนยุ่งสัด ไม่มีใครสนใจใคร บริการก็ห่วยได้ใจ หน้าแต่ละคนยังกะกินนมบูดมา ถึงขนาดเอาเหล้าไปให้เป็นComplementary มันยังไม่กินกันสักหยด แสดงว่าโกรธมาก (ไม่เป็นไร เดี๋ยวเจ๊กินเอง) ขนาดตังค์ถอนยังไม่เอาเลย (ดีไป) บริการห่วยแต่ได้ทิปโว้ย ห้าๆๆๆ มิหนำซ้ำตอนที่มันเดินออกจากร้านก็ไม่มีบอกขอบคุณมันกันสักคำ เพราะแต่ละคนเจอฤทธิ์มันมาหมดแล้วไง เราว่านะมันคงไม่มากินร้านนี้ไปอีกนาน จากนั้นเราก็โดนน้ามลเรียกไปด่า เราก็เลยขอโทษเค้า แต่ในใจ (เหี้ย อะไรกันนักหนา ออร์เดอร์ก็ได้ครบ แดกกันก็ไม่หมด ตะกละสั่งมาเยอะแยะเหลือเพียบ) แต่ต่อหน้าก็ค่ะ ค่ะ จากนั้นก็ช่างแม่ง ไม่ใช่ร้านกู แหมจ้างวันละห้าสิบ กะจะเอาคุณภาพservice แบบห้าดาว ราคานี้ก็เอาไปเท่านี้ละกัน
แล้วมิใช่ว่าร้านปิดแล้วจะได้กลับบ้านเลยนะคร้าบ โน้นต้องเคลียร์โต๊ะ เซ็ตโต๊ะ เช็ดช้อน ส้อม แก้วน้ำ โอ้ย กว่าจะได้กลับบ้านไม่พ้นห้าทุ่มครึ่งทุกวัน บางวันเจอลูกค้ากวนตีน ประเภทชอบนั่งแช่ กินๆเสร็จแล้วก็ไสตูดกลับบ้านไปเซะ กูอยากกลับบ้านเข้าใจไหม เหนี่อย ค้าจ้างก็ได้เท่านั้นอ่ะ ไม่มีจ่ายล่วงเวลาหรืออะไร
แต่ที่ยังทำเพราะว่าเพื่อนร่วมงานดี แล้วอีกอย่างถึงน้าแกจะขี้บ่นจู้จี้จุกจิกไปบ้าง แต่จริงๆแล้วก็ไม่มีอะไร ยกเว้น งกอย่างเดียว ส่วนลูกค้าประเภทไหนที่เค้ามาแล้วไม่อยากเสริฟ์คงจะไม่พ้นสองชาติซี้เก่า แขกกะเกา แขกขึ้นชื่อมากในด้านความเรื่องมาก เห็นแก่ตัว (ตัวเหม็น)และกวนตีน บวกภาษาอังกิดสำเนียงแขก ฟังแล้วปวดหัว ไม่รู้มันสั่งอะไร กะน้องเกา (ชาตินี้หนีไม่พ้นมันจริงๆ) มีชื่อเสียงทางด้านความเรื่องมาก(ไม่แพ้แขกดอย) กะความไม่มีมารยาทของมัน เสริฟ์ไปก็กล่าวสรรเสริญบิดามารดากันไป อาจจะยังไม่เห็นภาพ งั้นเดี๋ยวจะขอยกมาสักเรื่องสองเรื่องเป็นตัวอย่างพอเรียกน้ำจิ้ม เอาเรื่องแขกก่อน มากันสี่ตัว สั่งอาหารยังกะจะเป็นมื้อสุดท้ายของมันยังงั้นแหละ (ก็เกือบ) แล้วจานกะโต๊ะที่นี่จะเป็นอะไรมากไหม โต๊ะก็เล็ก จานนี่ก็ทั้งใหญ่และหนัก เวลายกไปเสริฟ์ที่แขนแทบหัก เรื่องมันมีอยู่ว่า เป็นตอนเสริฟ์ main course เราก็ถยอยยกเอาอาหารออกมาวาง แล้วโดยปกติ ด้วยสามัญสำนึก บวกกับมารยาทที่ดีทางสังคม เวลาเห็นคนยกของหนักๆร้อนๆมา ซึ่งก็ยกมาให้มึงเนี่ยแหละ เราก็ต้องช่วยเขยิบ หรือเลื่อนจานอื่น เพื่อให้มันมีที่ว่างเอาของลง นี่เห็นก็เห็นนะว่าเราถือมาสองมือ (หม้อไฟ กะจานร้อน) แหม นั่งกันเฉย เราก็ทนไม่ไหวเลยหลุดปากพูดไป คือช่วยเขยิบจานให้หน่อยได้ไหมค่ะ ก็แบบพูดกะมันธรรมาดา อีแขกตัวผู้ (หน้าตากวนส้นสุดๆ) รู้ไหมมันทำยังไง มันทำเป็นยกจานข้าวมันไว้บนหัว แล้วถามว่าเขยิบแค่นี้พอไหม (โอโห กวนตีนกูเห็นๆ) เราก็หันไปมองหน้า แล้วหัวเราะหึๆไปสองที พร้อมทำหน้าสังกะตายบอกไปว่า That’s so funny แต่หน้ากูเนี่ยพร้อมจะฟันหน้ามึงได้ทุกเมื่อ ยังๆ ยังไม่หมด อีตัวเมีย เกิดอยากรับประทานพริกสับ เราก็จัดให้ (ขอบอกตอนนั้นคนยุ่งมาก มันทำเหมือนมันเป็นเดียวในร้านอาหาร) ตอนเอามาให้เราก็วาง แค่ไม่ได้วางไว้ตรงหน้าไอ้คนสั่งเท่านั้นแหละ แขกตัวผู้(ชาติสุนัข)ตัวเดิม เริ่มออกอาการเห่า มันบอกว่า นี่ยูrudeมากเลยนะ ที่เอามาวางไว้หน้ามัน ไม่เอาไปวางไว้ข้างหน้าคนสั่ง (อีห่าพริกถ้วยเดียว มึงจะตายไหมแค่เลือนไปวางไว้หน้าเมียเมิง มันคงไม่ทำให้กีบเน่าๆของแกหักหรอก อีบ้า ) แล้วที่กูไม่ได้เอาพริกไปเทอญไว้หน้าเมียเมิงก็เพราะ ความตะกละของเมียมึงไง จาน ถ้วย วางให้เต็มไปหมด ไม่มีแม้แต่ที่เล็กๆพอจะให้ถ้วยวางลงไปได้ เราพอได้ยินงั้น เดือดเดะ เราก็สวนเลย แล้วมึงเลื่อนไม่ได้เหรอค่ะ มันก็มองหน้าเราแบบงงๆไม่ขึ้นว่าเราจะกล้าต่อปากต่อคำ (รู้จักเจ๊เอื้อยน้อยไปแว้ววว) ท้ายที่สุดฟ้าก็ไม่เข้าข้างคนเลว มันสั่งปลาราดพริกมา พอยกวางปุ๊บก็เป็นเรื่องปั๊บ คือมันจะให้เราเลาะก้างให้ (สงสัยเป็นง่อยทั้งครอบครัว) ปลาก็ตัวเท่าหอยมด จามสองทีก็กินหมดแล้ว กระแดะจะเลาะก้าง เราก็ยกกลับมา แล้วน้ามล (เจ้าเก่า)เห็นเรายกปลากลับมาก็นึกว่าออกอาหารผิด ตั้งท่าเตรียมด่าทันที เราก็บอกป่าว เค้าจะให้เอาก้างออกให้ เจ๊แกก็ลกๆเหมือนเดิม เลาะก้างไปเลาะข้างนอก ไม่ต้องเอามาให้ในครัวทำ (เอ่อจะรู้ไหม แล้วจู่ๆจะให้ไปยืนเลาะตรงไหนมิทราบ บนหัวลูกค้าไหมค่ะ) เราก็หันไป งั้นน้ามลก็เอาไปทำละกัน ข้างนอกยุ่งหนูไม่ว่าง (ตึง กล้าเนาะกูเนี่ย) จังหวะที่เจ๊แกดึงปลาออกไปจากมือเรานั้น ปลาเจ้ากรรมก้อดันรักดีขึ้นมา ไหลลื่นลงไปอยู่ที่พื้นครัว ที่เต็มไปด้วยน้ำแฉะๆ (อยากว่ายน้ำก้อไม่บอก) แล้วทำไงล่ะทีนี้ ไม่ใช่ความผิดเรานะ เพราะปลาอยู่ในมือเค้าเต็มๆ มันก็แน่อยู่แล้วว่าเค้าก็ต้องเก็บขึ้นมา แกว่งๆในน้ำสองสามที ครั้นจะให้ทำไหม ก็เสียเวลา (เปลือง) เดี๋ยวลูกค้ารอนานก็เป็นเรื่องอีก เรานี่โคตรสะใจ เป็นไงล่ะเรื่องมากดีนัก กินปลาคลุกน้ำน่าๆไปละกัน เหมาะสมกะพวกมันดี ฮ่าๆๆๆ เนี่ยล่ะน๊าที่เค้าว่าหัวเราะที่หลังดังกว่า ส่วนเรื่องของน้องเกา ก้อไม่มีอะไรมาแค่เป็นความสะเหร่อของชาติมัน คือสั่งOyster (อย่างที่รู้ๆชาตินี้บ้า seafood ) เค้าจะสั่งทุกอย่างเป็นอาหารทะเลหมด แม้ว่าในเมนู(เขียนไว้ตัวเท่าบ้าน) ว่ามีให้เลือกระหว่าง ไก่ เนื้อ กุ้ง แต่กูก้อจะกระแดะสั่ง seafood แล้วความฮาก็บังเกิด หนึ่งในนั้นสั่งOyster เราก็ถามแล้วนะว่าเอาแบบ cooked หรือ nature มันคงเค้าใจว่าเป็นหอยเลี้ยงตามธรรมชาติ หรือว่าหอยคัดพิเศษ เจ๊แกก้อเสียงแจ๋วเลยเอา nature เราก็ย้ำสองรอบเผื่อความแน่ใจ เพราะเท่าที่รู้มาชาตินี้ไม่ค่อยนิยมกินของดิบเท่าไหร่ แต่อ่านะ สงสัยเป็นเการุ่นใหม่ แล้วก็เป็นไปตามคาด พอยกออกมา มันก็โวยวายเลย ว่าทำไมไม่สุก อ้าว นี่กินข้าวหรือกินหญ้าเป็นอาหารค่ะ ก็คุณสั่ง natureไม่ใช่เหรอค่ะ แล้วมันจะสุกมาได้ไงอ่ะ อีควาย ทำเป็นโวยวาย เราก็บอกว่าจะอาสุกใช่ไหม เดี๋ยวเอาไปเปลี่ยนให้ แต่มันคนละราคานะ มันก็ทำท่าไม่พอใจ หาว่าเป็นความผิดของเราที่ไม่บอกมันแต่แรก (อ้าว โทษกูซะงั้น แต่ต้องอย่าลืมโดยกมลสันดานแล้ว คนชาตินี้มักจะโทษคนอื่นก่อนเสมอเวลามีอะไรขึ้นมา) แล้วมันความผิดกูตรงไหนเนี่ย มันความโง่มึงชัดๆ ที่ไม่รู้ว่า cooked กะ nature ต่างกันยังไง ความเสี่ยวของพี่ท่านยังไม่หมดแค่นั้น หลังจากไปเปลี่ยนเป็นแบบสุกมา(หอยสุก) มันโวยวายอีกรอบ คราวนี้เรื่องอะไรรู้ไหม ผักชี!!! ผักชีที่ใช้โรยหน้าอาหารอ่ะ คือไม่ชอบกลิ่นหรือว่ารสชาติ อันนี้พอเข้าใจ แต่นี่อ้างว่าแพ้ ฟังไม่ขึ้นว่ะ ตั้งแต่เกิดมาจนอายุขนาดนี้ ยังไม่เคยเห็นใครแพ้ผักชีสักคน ผักชีอ่ะ ชื่อก้อบอกอยู่แล้วผักชีโรยหน้า ถ้ามันใส่เป็นกำๆก้อว่างไปอย่าง เฮ้อ เนี่ยล่ะนะคนเรา
ps.หม่อมแม่ ลูกเอื้อยเอารูปลงตามที่ขอแล้วนะค่ะ อย่าลืมตัดขนพี่บั๊ฟด้วยเด้อ ขอบคุณค่ะ 引用通告此日志的引用通告 URL 是: http://vodka-ishi.spaces.live.com/blog/cns!9C298AA540574B41!3180.trak 引用此项的网络日志
|
|
|