»-(¯`v´¯)-»Aiey... 的个人资料´*¤°•★ •:_HëlLØ W¤®lÐ ¯|...照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
9月8日 กระเหรี่ยงน้อย ณ.แดนจิงโจ้เอ่อ คือจู่ๆคอมก็ดับไปอย่างไม่มีเหตุผล หลังจากพิมพ์ไปได้ครึ่งหน้า แล้วด้วยความฉลาด คือไม่ได้เซฟไว้ไง อารมณ์เสียเลย สรุปเอาเป็นว่าตอนนี้กระเหรี่ยงน้อยก็อยู่แดนจิงโจ้มาได้อาทิตย์นึงพอดี โดยรวมก็โอเค แต่ที่นี่หนาวอิ๋บอ๋าย ย้อนไปวันนี้เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วจำได้ว่ายังนั่งลุ้นตัวโก่ง ตูดไม่ติดเบาะอยู่ในรถว่ากรูจะตกเครื่องหรือเปล่า แต่ในที่สุดก็มาถึงแบบเส้นยาแดงผ่าแปด แถมลมแทบใส่เมื่อเห็นน้ำหนักบนตราชั่ง โอ้วพระเจ้า สามสิบสามกิโล นี่กูขนบ้านมาเหรอ ตอนชั่งที่บ้านว่ามันไม่ถึงนี่หว่า งานนี้ก็โกยของออกมันตรงนั้นอ่ะคร้าบ ขนาดนี่เค้าปรานีให้เพิ่มอีก สามโลแล้วนะ (บวกของเราที่จ่ายเพิ่มไปอีกห้ากิโล) สรุปก็ต้องพึ่งใบบุญคุณตุ้ยอีกตามเคย ที่จะต้องเป็นธุระส่งของที่เหลือมาให้ ซึ่งก็หนักเอาการอยู่ ก็อยากจะขอบคุณทุกๆคนมากๆนะที่มาส่งในวันนั้น นก กะ หวาน ขอบใจมากนะแกอุตส่าห์ มาถึงตั้งแต่ห้าโมง มาด้วยใจจริงๆ แถมไปเล่นกะลูกชาวบ้านเค้าอีก ตุ้ย ขอบคุณอีกครั้งสำหรับทุกๆอย่าง (หนีไม่พ้น ต้องพึ่งตัวเองทุกทีเลย ฮี่ๆๆ) ก้อย เบญ อู๋ ขอบใจมากๆนะแก ถ้าไม่มีพวกแกฉันก็ไม่รู้จะผ่านช่วงแย่ๆตอนนั้นมาได้ไง กราบขอบพระคุณ ป้าอ้อ น้าเอ๋ และคุณแม่ ที่ขับรถมาส่ง ทั้งๆที่ไม่รู้เลยว่าจะกลับยังไง เรียกว่าลุ้นทั้งขาไปและขากลับ แล้วก็คุณนายหยก กะเพื่อนเกย์ ที่Take care เราอย่างดีบนเครื่อง เรียกว่าขึ้นไปแล้วไม่มีช่วงให้เหงาเลย เพราะคุณนายเล่นเสริฟ์ของกินให้เพื่อนตลอด งานนี้ของฟรีเพียบ เราจองตั๋วไปแบบไม่มีอะไรเลย ยกเว้น VDO on demands แต่กลับได้ทุกสิ่งอย่างที่เค้าเสริฟ์บนไฟลท์ เริ่ดดดดคร่า (แล้วอาทิตย์ที่ 31 เจอกันนะแก ) ก่อนขึ้นเครื่องก็บ่อน้ำตาแตกกันไป ว่าจะไม่ร้องแล้วเชียว แต่คุณนายนกปล่อยโหมาแต่ไกล งานนี้เลยร้องตามกันใหญ่ เฮ้อ ซึ้งๆ อยากบอกว่าฉันรักพวกแกทุกคนนะเว้ย ดูแลตัวเองด้วย แล้วจะส่งข่าวไป งานนี้คงเหงา ไม่มีอีเหาโทรมาครวญครางตอนกลางคืน ไม่มีนกมาพูดย้ำคิดย้ำทำ หรือเจ๊ก้อยคอยบ่น ส่วนหยกก็ คงไม่ได้ยินประโยคเด็ด “เออ มึงกูอ้วนว่ะ จบ”
แต่เอาน่า เวลาเดินแป๊บๆ เดี๋ยวก็ผ่านไป มาถึงนี่ได้สามวัน งานก็เข้าซะแล้ว เรื่องของเรื่องไปกินข้าวที่ร้านอาหารไทย แล้วด้วยความที่ปากดี ตอนจ่ายเงินก็ถามเค้าไปว่า ที่นี่ยังรับคนเพิ่มอยู่ไหม คือถามเล่นๆ ไม่คิดว่าพี่แกจะเอาจริง เค้าก็แบบ โอย ตอนนี้อยากได้คนมากๆเพราะว่าคนที่ทำอยู่กำลังจะกลับเมืองไทย แล้วอยากได้คนที่พูดภาษาอังกฤษได้ เพราะจะได้ไม่ต้องเสียเวลาเทรน โดยเค้าก็ขอเบอร์เราไป (ได้ข่าวว่าวันนั้นเพิ่งซื้อเบอร์มาสดๆร้อนๆ) แล้วบอกว่าจะติดต่อมา สะดวกทำงานได้วันไหน เราก็บอกไป จันทร์ – ศุกร์ เพราะไม่อยากทำวันเสาร์ – อาทิตย์ พอถึงบ้านปุ๊บ เพิ่ง Register SIM card ทางร้านอาหารก็โทรมาปุ๊บ บอกว่าพรุ่งนี้ (วันจันทร์) ให้เข้ามาเทรนงานได้เลย ทำตั้งแต่สี่โมงครึ่ง ถึงสี่ทุ่ม (ช่วงเทรน) ถ้าทำจริงก็ถึงประมาณสี่ทุ่มครึ่ง วันแรกไปก็ทำหมด ตั้งแต่ถูร้าน จัดโต๊ะ เช็ดจาน แก้ว ช้อน ส้อม (เออ นี่กูฝึกงานที่ Salaya Pavilion อยู่อ่ะป่าวว่ะ ) ที่นี่พนักงานทุกคนเป็นคนไทยหมด ยกเว้น Managr เป็นชาติผิน (คือเรื่องของเรื่องเจ๊แกเป็นแฟนกะลูกของเจ้าของร้าน ) อาเฮียลูกเจ้าของร้าน ชื่อเล่นไทยชื่อตั้ม แต่อยู่นี่ชื่อ Dannel ตูละกลุ้ม โดยรวมๆทุกคนก็niceดี แถมงานนี้ได้กินอาหารไทยฟรีทุกวันด้วย ห้าๆๆ เพราะก่อนร้านเปิดเค้าจะให้กินข้าว ก็กินได้ไม่อั้น แต่ก็ใช้งานคุ้มอ่ะ ช่วงเทรนเราได้วันละ 20$ แต่พอพ้นช่วงเทรนแล้วก็จะได้วันละ 50$ ค่าทิปก้อหารกัน ตกวันนึงก็ทำประมาณหกชั่วโมง แต่ช่วงยุ่งจริงๆก็ประมาณสามชั่วโมง (ช่วงหัวค่ำ) ถึงแม้ว่าเงินจะต่ำกว่าเรตมาตรฐานของที่นี่มาก แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรทำเลย ที่สำคัญใกล้บ้านด้วย เดินไปยี่สิบนาทีก็ถึง เรากะว่าคงทำไปสักพัก อย่างน้อยเอาเงินไว้เป็นค่า ขนมก็ยังดี เพราะที่นี่อะไรๆก็แพงไปหมด เดี๋ยวกะว่าถ้าที่บ้านความเจริญเข้าถึง (มี Internet ) ค่อยหางานที่มันจริงๆจังๆอีกที รวมถึงเรื่องเรียนด้วย พอไม่มีเน็ตอะไรๆก็ลำบากไปหมด กว่าจะได้เล่นที ต้องแบกคอมไปร้านกาแฟแถวบ้าน แถมมันยังจำกัดชั่วโมงอีกต่างหาก ( โอ้ละน๋อ ประเทศที่พัฒนาแล้ว )
ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปเล่นสกี ใจจริงก็ไม่ค่อยอยากไปหรอก ลำพังอยู่นี่ หิมะไม่ตก ยังหนาวขมิบตูดส์ขนาดนี้ นี่ให้ขึ้นไปเล่นสกี มีแต่หิมะ และ หิมะ เอ่อ กระเหรี่ยงน้อยหนาว แต่เนื่องจากมันไปกันหมดบ้าน อีกอย่างนึง ไหนๆก็มาแล้ว เพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่วงศ์ตระกูล ขอไปเล่นสกีกะเค้าสักครั้งนึงในชีวิต
เริ่มเคลื่อนพลวันศุกร์บ่ายแก่ๆ กว่าจะรวมตัวได้ครบ แม่เจ้าโว้ย เล่นเอาเหนื่อย อีเจ๊อีกคนก็คนของไปซะยังกะจะไปอยู่เป็นเดือน แทบจะต้องขี่คอกันไปในรถ สามชั่วโมง อีเอื้อยเริ่มจิตตก เนื่องจากตอนนี้ตะคริวกิน รามมาถึงปากกูแล้ว หนาวก็หนาว ไม่รู้เมื่อไหร่จะถึง หงุดหงิด หิวก็หิว ตอนนี้อารมณ์เริ่มอยากกลายร่างกินหัวคนข้างๆ
ในที่สุดก็ถึง(ซะที) อากาศข้างนอกก็ไม่หนาวเลย แค่ลบสององศา ( เน้น ลบ สอง) ตอนนี้ตดเป็นไอแล้ว หันไปดูเสื้อหนาวที่ขนมา อยากจะเอาไปเผาทิ้ง ไม่ได้ช่วยให้กรูอุ่นเลย หลังจากจัดแจง แย่งห้องนอนกันได้สำเร็จ ก็ออกไปหาอะไรกินกัน คุณเพื่อนหนึ่งนางเกิดคัน อยากรู้ว่าผับที่นี่เป็นอย่างไร ( บรรยากาศ อารมณ์เหมือนเราไปบ้านพักตากอากาศตามต่างจังหวัด) เอาว่ะ ในเมื่อเสนอมาก็จัดไป งานนี้กูเกิดเลย แต่ละคนที่เข้ามาหน้าน้องๆโจร มีอาสาจะพาไปส่งด้วย ไอ้เราก็มองออกไป เห็นแมงกะไซด์มันจอดอยู่ จะบร้าเหรอ หนาวขนาดนี้ให้ซ้อนมอไซด์ ถึงไม่หนาวกูก็ไม่ไปกะมึง กูกลัวมึงเอาไปฆ่าหมกป่ายูคาลิปตัส
ส่วนคนตัวตั้งตัวตี มันชิ่งกลับตั้งแต่ยี่สิบนาทีแรก กว่าจะถึงบ้านพักก็เกือบตีหนึ่ง ได้ข่าวว่ารุ่งขึ้นต้องตื่นตั้งแต่หกโมง เพราะต้องขับรถขึ้นไปบนเขา เนื่องจากว่าถ้าพักข้างบนเลย ราคามันแพงมาก พวกเราชาวงบน้อยแต่อยากเที่ยว ก็เลยต้องใช้วิธีหาบ้านตีนเขา แล้วขับรถขึ้นไป ก็ขับไม่นานหรอกแค่ชั่วโมงกว่าๆเอง ทางก็ เอ่อ ให้ฟิวเหมือนตอนไปปาย มันจะโค้งเยอะไปไหน ขาขึ้นไม่เท่าไหร่ ขาลงเนี่ยซิ แทบอยากจะคืนของเก่า พอขึ้นไปถึงแล้ว เรายังคงหยั่งเชิงดูก่อน โชคดีที่เพื่อนมันเอาเสื้อกะกางเกงมาเผื่อ ไม่งั้นต้องเช่าเค้า เสียตังค์อีก เรื่องเยอะ ตกบ่ายก็เลยตัดสินใจว่าจะลองเล่นดู แหม ไหนๆก็มาถึงที่แล้วเน้อ ก็เลยขอยืม เสก็ตบอรด์ของเพื่อนไป ก็ไถขึ้นไถลง คือมันดูเหมือนง่ายไง แต่เอาเข้าจริงอยากโคตร เพราะว่าหิมะมันลื่น เราจะทรงตัวยังไง หยุดยังไง อีกอย่างเวลาเลี้ยวด้วย คือที่นี่เค้าจะแบ่งเป็นโซนๆ Beginner แล้วก็ไล่ระดับความยากไปเรื่อยๆ ยิ่งLevel สูงๆ ทางก็จะชันมากๆ เราก็ไถอยุ่ตรงโซน Beginner อ่ะไม่ไปไหน ล้มลุกคลุกคลานอยู่ แต่ก็สนุกดี รุ่งขึ้นอีกวันก็เริ่มห้าวหาญ คราวนี้อยากลองสกีดูบ้าง เพราะดูท่าทางจะง่ายกว่าบอรด์ อีกอย่างมีไม้ค้ำด้วย คงไม่น่ายาก คนที่นี่พอลูกเริ่มหัดเดินได้ เค้าก็จะเอามาหัดเล่นสกีเลย เรียกว่าเดินยังไม่ทันแข็งก็ใส่รองเท้าสกีแล้ว เพราะเค้าบอกว่าถ้าฝึกตอนเด็ก มันจะได้ไม่กลัว โห ขนาดเด็กสี่ขวบยังเล่นได้ แล้วนับประสาอะไรกะเรา คือตอนแรกคิดแบบนี้ไง พอเช่าอุปกรณ์เสร็จปุ๊บ ไปลองเล่น เริ่มเปลี่ยนความคิด มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ขาขวาไปทาง ขาซ้ายไปทาง แล้วไอ้ไม้ค้ำที่ตอนแรกนึกว่าจะช่วย คือมันก็ช่วยจริงๆอ่ะ ช่วยให้ล้ม มากกว่า วันนั้นทั้งวัน ตั้งแต่เก้าโมงเช้า ถึงบ่ายสามไม่รู้ว่าเราล้มไปกี่ครั้ง นับไม่ถ้วน อยากสุดก็ตรงเวลาที่ล้มแล้วต้องลุกขึ้นยืนเนี่ยแหละ เพราะว่าสกีมันก็ยาว จะงอเข่าลุกขึ้นมาเลยก็ไม่ได้ อีกอย่างกว่าจะทรงตัวได้ก็แทบแย่ เรียกว่ากลับมาถึงบ้าน น่วมไปทั้งตัว รุ่งขึ้นก็เขียวเป็นจ้ำๆ เป็นลายแลดูสวยงาม มีทุกสีตั้งแต่เขียวยันม่วง ไล่กันไป ….. เข็ดไปอีกนาน
เอ่อ รีบบอกไป ตอนที่มาถึงที่นี่ วันที่สอง เพื่อนก็พาไปดู Dingo Farm หลายคนอาจจะงง ว่าDingo คือตัวอะไร มันคือหนึ่งในสัตว์ประจำชาติของออสเตเลีย โดยมากคนจะรู้จักจิงโจ้ กะ หมีโคอล่า เป็นหลัก Dingo ถ้าจะให้ถูกต้องตามหลักแล้ว มันก็มีเชื้อสายมาจากหมาป่า แต่ตอนนี้กะลังจะสูญพันธ์ แล้วที่ๆเราจะไปเนี่ย เค้าทำเป็นฟาร์มเพื่ออนุรักษ์ ที่สำคัญตอนนี้มันมีลูกหมาออกมาหนึ่งครอก พอดีเพื่อนเราเป็นสมาชิกของที่นี่ เวลามีลูกหมาคลอดออกมา ทางฟาร์มเค้าก็จะส่งข่าวมา ว่าให้เค้ามา เยี่ยม มาเล่นกะลูกหมาได้ โห พอได้ฟังเราก็นึกภาพ ต้องน้องๆไซบีเรียนแน่ๆเลย สืบเชื้อสายมาจากหมาป่าด้วย ท่าทางไฮโวดูดีมีชาติตระกูล ก็ขับรถกันไปสองชั่วโมง จากบ้านมาถึงที่นี่ พอถึงก็มีหมาสีดำหนึ่งตัว (ดูไกลๆเหมือนแกะผสมกะม้า) เป็นแผนกตอนรับ พอเราลงจากรถพี่ท่านก็เอาหน้ามาซุกเป้าเลย (เฮ้อ ชื่นใจ) หนึ่งฟอด เป็นการทักทาย จากนั้นก็ขึ้นไปพบเจ้าหน้าที่ ที่เป็นเจ้าของ จากนั้นก็ลงไปที่ฟาร์มเพาะเลี้ยง (ตื่นเต้นๆ จะได้เห็น ดิง ………..เอ่อ โก แล้ว ) แล้วฝันก็สลายเมื่อเจ้าหมาดิงโกที่ว่า ที่แท้ก็หมาวัดบ้านกูดีๆเนี่ยเอง โอย เจ๊อยากตาย หมด หมดกัน ไซบีเรียน เชื้อสายหมาป่า ไม่ต้องถ่อมาถึงออสเตเลีย กูก็ดูได้ ตลอดระยะเวลาที่เราอยู่ที่นั่นก็จะมีอาสาสมัครหนึ่งคนคอยประกบพวกเราตลอด พี่แก ก็จะพล่ามๆๆๆๆๆๆๆ และพล่าม ถึงประวัติโคตรเง่าของดิงโก้ ว่ามันสูงส่ง สืบเชื้อสายมาเป็นพันๆปี (ดูยังไงๆ ก็หมาวัดว่ะ แถมบางตัวกะลังนั่งเกาเห็บแกร็กๆๆ เออ ใช่เลย) เราก็เอารูปในกล้องที่เราไปทำบุญบ้านน้องหมาพิการให้หนึ่งในอาสาสมัครดู หนึ่งในนั้นอุทานว่า มันช่างคล้ายดิงโก้ของเราจริงๆ T^T เอือม !!!
เรียกว่าหมาเฉยๆก็ไม่ได้นะ ต้องเรียกว่าหมาป่า หมาป่าก็ต้องกินเนื้อช่ายม่ะ แล้วดิงโก ที่นี่กินอะไร กินเพ็ดดีกรี เจริญ ถึงเวลาเล่นกะลูกหมา ตอนมาถึงแต่งอย่างสวย ไม่ถึงห้านาที (นึกภาพลูกหมาสิบตัวรุมทึ้ง) ทั้งโคลน ทั้งอะไรต่อมิอะไร โอยเต็มไปหมด เปรอะโคลนตั้งแต่เท้ายันหน้า เอ่อ น่าจะเป็นจากหัวจรดเท้ามากกว่า ขากลับสองข้างทางเผอิญมันเป็นทุ่งหญ้า เราก็เลยได้มีโอกาสเห็นฝูงจิงโจ้ โดดดึ๋งดั๋ง เย้ !! ในที่สุดก็ได้เห็นจิงโจ้เป็นๆแล้ว กะลังชื่นชมกับความน่ารักของจิงโจ้กันอยู่ เพื่อนคนนึงก็พูดขึ้นมาว่า “เฮ้ย แกฉันอยากกินเนื้อจิงโจ้ว่ะ เย็นนี้กลับไปกินกันเหอะ”
ทุกคน………………….. เงียบ (โคตรทำลายบรรยากาศเลย)
引用通告此日志的引用通告 URL 是: http://vodka-ishi.spaces.live.com/blog/cns!9C298AA540574B41!2968.trak 引用此项的网络日志
|
|
|