»-(¯`v´¯)-»Aiey...'s profile´*¤°•★ •:_HëlLØ W¤®lÐ ¯|...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
´*¤°•★ •:_HëlLØ W¤®lÐ ¯|¯hÏ$ Χ M€ O.o°(¯`•¸·´¯)✎・ ✿.。.:* «-(¯`v´¯)«---< ที่ ใด มี รัก ที่ นั่น มี ทุกข์ ..·.¸¸·´¯`·.¸¸.ஐ ...¤¸¸.·´¯`·.¸·.>>--» |
|||
August 08 Happy Birthdy to me 25yrs08.08.09
HBD To me แก่ขึ้นอีกปีแล้วเดะ ได้ข่าวว่าปีนี้เป็นปีแรกที่เข้ามาอัพตรงกะวันเกิดพอดิบพอดี ปกติไม่ก่อนก้อหลัง (ส่วนมากจะเป็นหลัง แล้วคือต้องรีบพิมพ์ไงเพราะอีกสี่สิบนาทีก็จะเป็นวันใหม่แล้ว) เข้าเรื่องเลย วันเกิดปีนี้ก้อปาเข้าไป 25 ปี (ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยอายุเยอะขนาดนี้มาก่อน) ใกล้เลขสามเข้ามาทุกทีแย้วววว ปีนี้ก็เลยถือทำบุญหลายวัดหน่อย เพราะเป็นเบญจเพศพอดี ประเดิมด้วยไปใส่บาตรวัดเบญฯตอนเช้า (ไม่รู้จะรีบใส่ไปไหน เลยอดถ่ายรูปเลย T^T ) จากนั้นก็ไปทำสังฆทานต่อที่วัดเพลง ท่านชัชชัยก็สวดรับเบญจเพศให้อย่างยาว พร้อมกับพรมน้ำมนต์ให้ (เรียกว่าอาบจะดีกว่า เพราะเปียกไปทั้งตัว) หลังจากเอาสิริมงคลเข้าตัวแล้วก็เดินสายไปวัดที่สามต่อ ซึ่งก็คือวัดโคนอนเจ้าเก่า โดนสาดน้ำมนต์ให้สะดุ้งกันอีกรอบ จากนั้นก็กินๆๆๆๆและก็กิน คือเราอ่ะตาจะปิดตั้งแต่ใส่บาตรเสร็จแล้ว เนื่องจากเมื่อคืนกว่าจะเข้านอนก็วื้อวึนอยู่นั่นอ่ะ แถมงานที่ทำงานก็ดูดพลังได้อีก ทีแรกตั้งใจว่าจะไปทำบุญบ้านเด็กอ่อน ไม่ก็บ้านเด็พิการซ้ำซ้อน แต่เนื่องจากสภาพสังขารไม่เอื้ออำนวย ไปๆมาๆกลับมานอนอืดอยู่บ้าน ตกเย็นก็ไปกินข้าวกะที่บ้านตามธรรมเนียม แต่ปีนี้มีสมาชิกมาเพิ่มคือป้าอ้อกะน้องเบค ก็สนุกไปอีกแบบ ทีแรกตั้งใจไปร้านเดิมที่เราไปมาปีที่แล้ว ที่แจ็คพอตได้ตู้เย็นกลับบ้าน (ปีนี้กะเอาอีกไง) ปรากฏว่านอกจากปีนี้เค้าจะไม่มีโปรโมชั้นจับฉลากแล้ว คนยังเยอะโคตรพ่องอีกต่างหาก ก็เลยเปลี่ยนแพลนไปกินที่ร้านเรือนแก้วแถวบ้าน งานนี้มารดาข้าพเจ้าก็หน้าบ้านถือต้นกล้วยไม่กลับมาหนึ่ง ส่วนป้าเราก็ตื่นเค้นกะเซียมซี โดนมันหลอกกินตังค์ไปสามสิบบาท -*- วันเกิดปีนี้ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ งานใหม่ (เพราะกูกะลังจะลาออกจากที่เก่าแล้ว) รักครั้งใหม่ (คือตอนนี้ยังไม่มี แต่หวังว่าสักวันคงจะมีบ้างอะไรบ้าง) แล้วก็ชีวิตการเรียน(อีกครั้ง) หาเรื่องเจงๆกรู ก็ขอให้มีแต่สิ่งที่ดีๆสู่ชีวิต มีความสุขแบบพอเพียง ไม่คาดหวัง และก็ไม่สิ้นหวัง ชีวิตยังคงต้องสู้กันต่อไป เอาน่า ..... เค้าบอกว่าผ่านวันเกิดเราไปชีวิต อะไรๆมันก็จะดีขึ้น งานนี้ก็ต้องกราบขอบพระคุณแม่อ้อม พ่อโส ที่อุตส่าห์ตื่นมาเป็นธุระให้แก่เรา ตั้งแต่เช้า ส่วนแม่ก็เตรียมซะยังกะวัดเกิดตัวเอง ขอบคุณที่ทำให้ลูกคนนี้ได้เกิดมาบนโลกขดๆงอๆใบนี้ เอื้อยขอสัญญาว่าจะเป็นลูกทีดีของพ่อแม่ และจะทำให้พ่อแม่ ภูมิใจนะจ้ะ จุ้ฟๆๆ ขอขอบพระคุณป้าอ้อ ที่ขนาดหลังเจ็บ แต่ก็มาทำบุญกะหลานคนนี้ด้วยใจจริงๆ และก็ขอบคุณทุกๆmessage และ ทุกๆคนที่โทรมาอวยพรันเกิดเรานะ ขอบใจที่ยังจำวันเกิดเราได้ ^^ ปล. วันเกิดปีนี้ทำไมไม่รู้สึกตื่นเต้นเลยฟร่ะ หรือว่าเป็นเพราะเลขที่มันเพิ่มขึ้น เลยเปลี่ยนจากความตื่นเต้น เป็นกลัวแก่แทน !!!! July 29 งึกๆงักๆสืบเนื่องมาจากบล็อคข้างล่างที่เกริ่นไว้ว่า จะต้องเริ่มเรียนAccounting กะเริ่มงานใหม่
ตอนนี้กูได้รู้ซึ้งแล้วว่าคำว่า 'นรก' เป็นอย่างไร อาการที่เค้าเรียกว่าเหนื่อยร่างแทบขาดนั้น วันนี้ได้เจอกับตัวเองล้ว เป็นไงล่ะ เมื่อหกเดือนที่แล้วยังนอนอืดไปอืดมาอยู่บ้าน บ่นนักหน๋าว่าไม่มีอะไรทำ
พอมาตอนนี้ เวลาจะหายใจแทบจะไม่มี เออ ชีวิตขออะไรที่มันพอดีๆได้ไหม
โดยรวมๆวันนี้จะมาสาธยายให้ฟังว่าชีวิตที่กลับมาเป็นนักเรียนกับมานุดเงินเดือนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง
ขอเริ่มที่เรื่องงานก่อน นี่ก็ปาเข้ามาเป็นอาทิตย์ที่สามแล้วที่มาทำงานที่นี่ (กูหยุดไปแล้วสองรอบ -*- ) แล้วเป็นอะไรมากไหม งานต้องมาเข้าพร้อมกัน ไอ้ตอนที่เราว่างแสนว่าง ไม่มีอ่ะ โทรมานัดสัมภาษณ์งาน พอเราเริ่มงานที่ใหม่ได้สามวัน โอ้โหโทรกันมาจังเลย ขอบ่นหน่อย คือมีอยู่ร่างเดียวอ่ะนะ ก็ไม่รู้จะแยกไปทำหลายยสิ่งอย่างในเวลาเดียวกันยังไง ตอนแรกสมัครงานก็ไม่ได้สนใจหรอกว่าที่ตั้งบริษัทมันอยู่ที่ไหน คิดว่าโหย จิ๊บๆมีรถซะอย่าง ทีนี้เป็นไงรู้ซึ้งแล้วเลยว่าการที่ได้ที่ทำงานอยู่ใกล้บ้านนะถือเป็นลาภอันประเสริฐ
ประเดิมการไปทำงานวันแรกด้วยการแหกขี้ตาตื่นตั้งแต่ตีห้าครึ่ง ออกจากบ้านหกโมงครึ่ง กว่าจะตะกายไปถึงที่ทำงานปาเข้าไปแปดโมงกว่า แถมดันไซร้จัดปวดเข้อีก ตอนขับรถ เรียกว่าเล่นเอาเกือบถอดใจจะโทรไปลามันตังแต่วันแรกแล้ว แต่อ่ะนะทุอย่างก็ผ่านมาด้วยดี นึกถึงตอนเช้าว่าต้องแหกขี้ตาตื่นเพื่อไปติดอยู่บนถนนชั่วโมงกว่าทุกวัน แล้วสยองว่ะ เรียกว่าอาทิตย์แรกที่เริ่มงาน กลับมาถึงบ้านแล้วอยากลาออกมันทุกวัน จนถึงทุกวันนี้ก็ยังคงมีความคิดแบบนั้นอยู่ แต่อ่ะนะ งานไม่ใช่ว่าหาได้ง่ายๆ เรียกว่าตอนนี้ก็กัดฟันทำไปก่อน เค้าก็อุตส่าห์เลือกเราเข้ามาทำงาน
พูดถึงตัวเนื้องาน บอกได้คำเดียวว่า'โคตรน่าเบื่อ' วันๆทำอะไรบ้างน่ะเหรอ บางคนอาจจะมองว่าโหงานสบายจะตาย ไม่เห็นจะน่าเหนื่อยเลยแค่ตอบอีเมล์ลูกค้า แต่เอาเข้าจริงๆ มันยากนะโว้ย การที่เราจะต้องอธิบายอะไรสักอย่างนึงแก่คนๆนึง แล้วแถมต้องใช้วิธีพิมพ์เอาด้วย มันยากกว่าการสื่อสาแบบ face to face อีก แล้วจะยิ่งยากเข้าไปอีกมื่อต้องพิมพ์ทุกอย่างเป็นภาษาอังกิด บวกกะว่าต้องทำยังไงให้ภาษามันออกมาดูดี อ่านแล้วทำให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกที่ดี เพราะหน้าที่ความรับผิดชอบของเราจริงๆคือ เป็น customer service แต่เปลี่ยนจากการservice แบบ ต่อหน้าเป็นผ่าน อีเมล์แทน ซึ่งตอนนี้ก็ยังอยู่ในช่วงเทรน เพราะว่าเราต้องรู้เรื่องของระบบ production ทั้งหมด รวมถึง process ต่างๆ ตั้งแต่มีorder เข้ามาจนถึงของถุก shipp ออกไป เพราะถ้าเราไม่เข้าใจ เรก็ไม่สามารถไปตอบคำถามลูกค้าได้จริงม่ะ ลูกค้าแต่ละคนก็ Demand ต่างกัน ซึ่งงานของเรารับผิดชอบส่วนที่เป็นของ after sale คือต้อง deal กะการcomplains ต่างๆนาๆ มากมาย หลายสิ่ง อีเมล์ก็ไม่มากหรอกวันนึงก็แค่สองร้อยกว่าเมล์เอง แสดดดด
แต่ว่าก้อกระจายๆกันตอบ ขึ้นอยู่กับว่าหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละคนว่าทำส่วนไหน แต่ปวดกบาลสุดเห็นจะเป็นAfter Sale เนี่ยแหละ ซึ่งก้อคืองานกู ตอนนี้ยังไม่มีอะไรมาก แต่ลองให้พ้นอาทิตย์นี้ไปก่อนเดะ ลางนรกส่อเค้ามาแต่ไกล
ถ้าพูดถึงเพื่อนร่วมงานก็โอเค มีด้วยกัน 10 ชีวิต (รวมเราด้วย) ทั้งทีม ประกอบด้วยหญิงแท้เก้าคน และชายเทียมหนึ่งคน หัวหน้าก็อเป็นคนฝรั่งเศส ขี้ใจน้อย และขี้งอนเป็นที่สุด ......................... เวลางานก็เริ่มเก้าโมง เบรคตอนเที่ยง หนึ่งชั่วโมง จากนั้นก็กลับมานั่งหน้าคอมต่อจนถึงทุ่มนึง ยกเว้นวันจันทร์ กะศุกร์ ที่เลิกหกโมง แต่ก็ไม่ได้สร้างความแตกต่างอะไรให้กูเลย เพราะยังไงก็ต้องมาติดอยู่บนถนนอีกชัวโมงกว่าอีกอยู่ดี
คุณภาพชีวิตกูตกต่ำมาก ตอนนี้ปวดหลังมากจากการที่ต้องนั่งหน้าคอมทั้งวัน ตาก็ปวดตอนนี้ลามมาปวดหัวแล้ว เท้าก็มาเดี้ยงอีก (คือพิการเลยไหม) ทีแรกว่าจะไปหาหออยู่ให้มันใกล้ แต่ไปๆมาๆ ถึงจะอยู่หอยังไงก็ต้องขับรถอยู่ดี ได้เงินเดือนมาก็ต้องเอาไปจ่ายค่าหอเปล่าๆ เอาป็นว่านรอให้แน่ใจก่อนดีกว่าว่าจะทำงานที่นี่จิงๆ ไม่ไก่กา แล้วค่อยว่ากัน เพราะเราก็มีแพลนว่าจะกลับไปทำที่Hell street เร็วๆนี้ อย่างน้อยๆมันก็ใกล้บ้านว่ะ เงินก็ดี บรรยากาศการทำงานก้อโอ แล้วยิ่งตอนนี้งานก็สบายมากขึ้น ที่เราแพลนไว้คร่าวๆตอนนี้ก็คือ ทำที่นี่ไปก่อนพลางๆ จนกว่าจะรู้ความคืบหน้าที่ WSI ถ้ากลับไปได้ก็จะรีบพุ่งตัวกลับไปทำในทันที ส่วนเรื่องวันหยุดก็ค่อยไปตบตีเอา ถึงยังไงตอนนี้เรื่องเรียนก็ต้องมาเป็นหลัก
เลยอยากหางานที่มันไม่เครียดมากไม่ต้อง require skill สูง ทำเพื่อกินเงินเดือนไปพลางๆ ระหว่างเรียน รวมถึงระหว่างแผลนแผนการธุรกิจของเราในอนาคต เพราะมาถึงจุดนี้ทำให้เราค้นพบตัวเองอย่างนึงแล้วว่า เราอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง เราไม่อยากป็นลูกจ้างใครไปตลอดชีวิต แต่การที่เราจะมีกิจการเป็นของตัวเองได้นั้น มันก็ต้องมีองค์ประกอบหลายๆอย่าง (คือที่บ้านไม่ได้รวยขนาดเป็นเจ้าของธุรกิจอ่ะนะ ถ้าอยากได้ก็ต้องพยายามลงทุนลงแรงสร้างเอง) ประเด็นหลักๆเลยคือเรื่องเงินทุน ก้อกะว่าถ้าอะไรเข้าที่เข้าทางมากกว่านี้ ก็คงจะเริ่มจากทำเป็น
E-commerce ก่อน แล้วค่อยๆ ขยับขยาย มันเลยเป็นที่มาว่าเราอาจจะเปลี่ยน Major จาก Marketing ไปเป็น Entrepreneurship Management แทน เพราะเราคิดว่ามันน่าจะเป็นประโยชน์กะเรามากกว่าในอนาคต ก็ต้องดูกันต่อไป แต่ทำชัวร์เรื่องทำธุรกิจของตัวเอง จะเร็วจะช้า ไม่เกินปีนี้ ปีหน้า รู้เรื่องแน่นอน ปีๆนึงผ่านไปเร็วจะตาย ถ้าคิดแล้วไม่ลงมือทำก็ไม่รู้เมื่อไหร่จะเห็นผล
ส่วนเรื่องเรียน ก็น่ะ ตบตีกะ Accounting กันต่อไป งงได้อีก ประเด็นคือมันไม่มีสอบเก็บคะแนน Final ทีเดียวเลย แบบนี้มันน่าหวาดเสียวนะ ก็เลยต้องเริ่มเล็งหาคนติวให้(หนุ่มๆ) แต่ก็ลำบากหน่อยไม่เหมือนตอนเรียนตรี นับว่ายังโชคดีที่ยังมีเพื่อนจาก MUIC ให้เกาะ
อย่างที่รู้ๆกัน เรากะตัวเลขนี่เป็นอะไรที่ถูกกันมากกกก
ว่าจะเริ่มอ่านหนังสือแล้ว ไม่งั้นไม่รอดแน่ตรู ไหนจะ Finance อีก สรุปกูหาเรื่องใช่ไหมเนี่ย ????
จากสูงสุดสู่สามัญเราเชื่อว่าชีวิตคนเรานั้นต่างก็ต้องเคยผ่านหลุมดำของชีวิตกันมาทั้งนั้น บางหลุมอาจจะตื้นบ้างลึกบ้างก็ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ที่ได้ประสบพบเจอ
เป็นเวลานานมากนะที่เราไม่ได้ขีดๆเขียนๆ คือคิดอยู่ตลอดเวลาว่าจะทำ จะเขียน แต่ก็พลัดวันประกันพรุ่งมาตลอด มันมีหลายสิ่งหลายอย่าง อยากถ่ายทอด เผื่อวันนึงเรากลับมาอ่าน มันก็เป็นข้อคิดที่ดีให้กับชีวิตเราได้
นี่ก็เป็นเวลาหกเดือนแล้วที่กลับมา ณ. วันนี้เราก็ยอมรับว่าเราเข้มแข็งมาก ถ้าเทียบกับตอนที่เพิ่งกลับมาใหม่ๆ แต่พอมองย้อนกลับไปก็แปลกใจตัวเองอยู่เหมือนกันนะ ว่า เออเราผ่านช่วงเวลาเลวร้ายเหล่านั้นมาได้ไง กว่าที่จะรวบรวมสติมานั่งเล่าหรือคิดย้อนในสิ่งที่เกิดขึ้นแบบนี้ได้ เรียกว่าไม่ใช่ง่ายเลยทีเดียว
เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งเหล่านั้นได้ให้ข้อคิดต่างๆมากมายกับชีวิตเรา ทั้งในเรื่องของการปรับเปลี่ยนมุมมอง ทัศนะคติ ถ้านึกย้อนกลับไปหกเดือนที่ผ่านมาชีวิตเราต้องฝ่าฝันอะไรมาบ้าง ถ้าถามตัวเองตอนนี้ เราอาจจะบอกได้ว่ามันเป็นช่วงเวลาที่แย่ ลำบาก มากที่สุดช่วงนึง แต่ก็อาจจะไม่ใช่แย่ที่สุด เพราะชีวิตคนเรายังต้องเจออะไรอีกมากมายในวันข้างหน้า นี่อาจจะเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวก็ได้ หกเดือนเต็มที่กว่าวันแต่ละวันจะผ่านพ้นไปมันช่างหนักหนาสาหัส คนบางคนอาจจะไม่มีโชคด้านความรัก แต่อย่างน้อยก็ยังมีงานที่รักทำ อย่างน้อยก็มีอะไรให้มุ่งหวัง หรือคาดหวัง เพื่อก้าวเดินหน้าต่อไป
ในขณะที่บางคนชีวิตการทำงานอาจขรุขระไม่ราบเรียบ แต่ชีวิตรักลื่นไหลมีความสุข ก็ยังพอเจือจุนทำให้มีหวังและกำลังใจในการสู้บากบั่นต่อไป
พอมองย้อนกลับมาดูตัวเอง แล้วเรามีอะไรให้ยึดเหนี่ยวบ้าง นอกจากใจช้ำๆที่ต้องมาเดินเตะฝุ่น และชีวิตรักที่พังยับเยิน หรือว่าเราเลือกอกหักผิดเวลา ดันมาเลือกเป็นช่วงเศรษฐกิจขาลง (เกี่ยวไหม) งานก็เลยหายากโคตรพ่องแบบนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราหมั่นเตือนตัวเองอยู่เสมอคือ ชีวิตมันก็ต้องดำเนินต่อไป จะยากเย็นแสนเข็ญแค่ไหน สักวันมันก็ต้องมีวันของเรา เพราะเวลาคือสิ่งที่ยุติธรรมที่สุดในโลก ในวันที่เรามีความสุข วันนึงเราก็สามารถมีความทุกข์ได้ หรือถ้าเมื่อเราจมอยู่กับความทุกข์ วันข้างหน้าความสุขก็ต้องเป็นของเรา มันก็เหมือนหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า ในโลกนี้ไม่ความสุขและความทุกข์ใดที่จีรังยังยื่น ทุกอย่างล้วนเปลี่ยนแปลง มีทุกข์ได้ก็ต้องมีสุขได้ (แล้วนี่กูไปไหนแล้วเนี่ย ไปบวชเลยดีไหม)
กลับมาเข้าเรื่องต่อ สรุปขอบอกว่าตอนนั้นชีวิตชั้นเยินมาก เรียกว่าสุขภาพจิตดีกว่า ในเมื่อใจทุกข์ ร่างกายก็พลอยได้รับผลตามไปด้วย คือผอมมาก เหมือนเด็กเป็นโรคขาดสารอาหาร ผอมอย่างเดียวไม่ว่า ดันดำด้วย ราศีที่เคยมีก็กลายเป็นหม่นหมอง มีแต่ราคีคอยคลอบงำ ถามว่าผู้ชายเพียงคนเดียวทำให้เราเป็นขนาดนี้เลยเหรอ คำตอบคือไม่ใช่ ทุกสิ่งทุกอย่างเราทำตัวเองทั้งสิ้น ก็กูเนี่ยแหละที่ตัดสินใจลาออกจากงานประจำที่ทำ ตัดสินใจว่าอยากไปออสเตเลีย แล้วก็กูเองที่เป็นคนซื้อตั๋วกลับไทย ไม่มีใครบังคับ แต่ถามว่าสถานการณ์ต่างๆมีส่วนไหม ใช่มีส่วน แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ทั้งนี้ทั้งนั้นเรานั่นแหละคือคนที่พาตัวเองเข้าไปอยู่ในจุดๆนั้นเอง เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องไปคิดโทษใคร แล้วก็ไม่มีใครให้โทษด้วย ถามว่าเสียใจไหมกับสิ่งที่ตัดสินใจทำลงไป คำตอบคือไม่เคยเสียใจเลย อาจจะมีเสียดายบ้าง ว่าเออ เราน่าจะทำแบบนี้ หรือเราน่าจะพูดอย่างนั้น แต่อย่างที่บอกอะไรทที่มันเกิดขึ้นไปแล้ว มันไม่สามารถไปเรียกร้องให้เวลามันหมุนย้อนกลับได้ แต่สิ่งที่เราได้เรียนรู้ จากตรงนั้นนั่นซิคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เรายังเคยคิดนะ ถ้าเราเด็กกว่านี้สักห้าปี หรืออารมณ์เพิ่งจบใหม่ๆ เวลาที่จะให้เราลองถูกลองผิดมันก็คงมีมากมายถ้าเทียบกับตอนนี้ ถ้าเป็นตอนนั้นจะลาออกจากงาน หรือเปลี่ยนงานรายอาทิตย์ยังทำได้ ณ ปัจจุบัน อายุมันก็เพิ่มมากขึ้น โอกาส หรือเวลาที่จะให้เราลองผิดลองถูกมันก็พลอยลดน้อยลงไปด้วย เพราะฉะนั้นการตัดสินใจไม่ว่าจะด้วยเรื่องอะไรก็ตาม ก็ต้องให้สติมาก่อนเสมอ
อะไรที่มันแล้วไปแล้ว ก็ให้มันแล้วไป ตราบใดที่ยังมีลมหายใจก็ต้องสู้กันต่อไป อันนี้หมายรวมถึงทุกๆเรื่องของชีวิต
ยอมรับนะว่าพูดน่ะ มันง่ายกว่าทำ เรารู้ความรู้สึกนั้นดี เพราะได้เจอกับตัวเอง แต่ก่อนไม่เคยคิดหรอกว่าคำพูดที่เราพูดออกไปมันอาจจะทำให้คนรอบข้างฟังแล้วเสียความรู้สึกหรือเจ็บช้ำน้ำใจ จนวันนึงเราได้เจอกับตัวเอง
วันที่ได้รู้รสชาติของคำว่าเจ็บ(ใจ)น่ะมันเป็นอย่างไร ของแบบนี้ไม่เจอกะตัวเองไม่รู้หรอก (แต่ไม่ต้องเจอบ่อยๆหรอกนะ เดี๋ยวโรคประสาทจะถามหา แค่นี้ก้อเหยี่ยวเหลืองแล้ว) อย่างที่รู้ๆกันว่าทุกอย่างมันต้องใช้เวลา กว่าจะมาเป็นเราได้ในทุกวันนี้ก็เล่นเอาเกือบแย่เหมือนกัน แต่ก่อนเราเป็นคนที่ร่าเริง สดใส(ซาบซ่า) โลกนี้เป็นสีชมพู แฮปปี้ลั่นลาไปวันๆ
พอนึกย้อนไปดูตัวเองเมื่อหกเดือนก่อน โอ้ว แม่เจ้า ก็ไม่รู้ว่าไอ้คนข้างบนมันอัตราฐานหายไปไหน เหลือไว้แต่ผู้หญิงผอม ดำ กับดวงตาที่หมดอาลัยตายอยากกับชีวิต ประหนึ่งว่าชีวิตกูอยู่ไปทำไม ประมาณนั้นเลย
มันไม่ง่ายเลยนะสำหรับคนที่ล้ม(แบบหน้าคะมำ)แล้วจะลุกขึ้นมาผงาดได้เหมือนเดิมอีกครั้ง กำลังใจนั่นแหละคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ตอนนั้นคำว่าหดหู่เป็นยังไง เรานี่รู้ซึ้งเลย อารมณ์ที่ว่าตื่นมาแล้วไม่อยากลุกจากเตียง อยากจะซุกตัวอยู่ตรงนั้น ไม่อยากรู้วันเวลา ไม่อยากรับรู้สิ่งใดๆ เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า ก็ยังนอนจมคราบน้ำตาคิดวนไปวนมาเรื่องเดิมๆ เหมือนหมาวนกัดหางตัวเอง ช่วงพีคที่สุดก็คงหนีไม่พ้นช่วงสองเดือนแรก โห ตอนนั้นสติมันไม่ค่อยอยู่กะเนื้อกะตัว พยายามหากิจกรรมทำนะไม่ใช่ไม่พยายาม ไปเรียนไอเอลก็ไป ใครชวนไปเที่ยวไหนหัวหกก้นควิดไปหมด แต่ฟิลมันไม่ใช่ไง คือทำไปเพราะสักแต่ว่าทำ ไปเรียนก็ไปเรียนไปงั้น ไม่ได้เข้าหัวเลย เพราะใจมันไม่ได้จดจ่อ สมาธิก็กระเจิดกระเจิง ช่วงนั้นดูหมอเยอะมาก ประหนึ่งว่าหาที่พึ่งทางใจ ดูจนเริ่มงงกะชีวิตตัวเอง สรุปกูอะไร ยังไงว่ะเนี่ย นั่นมันคืออาการของคนที่อยู่คนเดียวไม่ได้ เพราะรู้ตัวเองเลยว่าอยู่คนเดียวแล้วฟุ้งซ่าน จิตตก ซึ่งปกติอาการแบบนี้ไม่เคยปรากฏกับพิมภัสมาก่อน อย่างที่รู้ๆกันว่าเราเป็นคนที่โลกส่วนตัวสูง ชอบใช้เวลาอยู่กับตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันก็ชอบออกไปสังสรรคเฮฮากะเพื่อนฝูงนะ ไม่ใช่ว่าจะปลีกวิเวกอย่างเดียว
แต่ตอนนั้นมันไม่ใช่ไง มันเป็นแบบว่ากูอยู่คนเดียวไม่ได้ ทั้งๆที่อยู่บ้านตัวเองแท้ๆ แต่มันคัน ต้องหาเรื่องออก ต้องไปไหนสักที่ ต้องขอออกไปเจอเพื่อน ขับรถเปลืองค่าน้ำมันเพื่อไปนั่งกินข้าว หรือไปเจอหน้าเพื่อนแค่20นาทีก้อยังดี อาการหนัก คิดดูถึงขนาดยอมโง่ไปลงสมัครฟิตเนสที่Central world แล้วจนทุกวันนี้ก็ไม่ได้ไปเล่นสักครั้ง ก็แหมแค่คิดก็เหนื่อยแล้ว ใครจะถ่อไป ไกลขนาดนั้น ช่วงเดือนแรกนี่ยอมรับว่าแย่สุดๆ อาการเหมือนผีเข้า เดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวร้องไห้ เดือนที่สอง สาม และ สี่ นี่เน้นหนักไปทางเที่ยว เที่ยวแม่งหมดอ่ะ กลางวัน กลางคืน ในประเทศนอกประเทศ ช่วงนั้นก็มีคนใหม่ๆเข้ามาเกาะแกะบ้างอะไรบ้าง เพราะจริงๆเราก็ไม่อยากที่จะปิดกั้นตัวเอง แต่ขอโทษ แต่ละคนที่เข้ามา ….เอาเป็นว่าปล่อยกูอยู่คนเดียวจะสบายใจกว่า แต่ก็ยังเป็นเพื่อนกัน คุยกันได้ แต่จะให้คบเป็นแฟน ขอให้ย้อนกลับไปอ่านประโยคก่อนหน้าอีกที………get ป่ะ
เราว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้ตอนนั้นเรารู้สึกแย่มากๆ ก็อาจจะเป็นที่ เรายังไม่ค้นพบตัวของตัวเอง อารมณ์เหมือนจับจดยังไม่รู้ว่าจริงๆตัวเองอยากทำอะไร ซ้ายก็ดี ขวาก็น่าลอง เลยดูเหมือนมันสะเปะสะปะไปหมด จนพอเข้าเดือนที่สี่เราก็เริ่มบอกกับตัวเองว่า เอื้อยแกต้องเลิกบ้าบอแล้วโฟกัสกับชีวิตตนเองสักที หัดเอาเวลามาดูแลตัวเองบ้าง และช่วยกรุณารักตัวเองให้มากขึ้นกว่านี้ด้วย ก็เลยเป็นที่มาเรื่องของการเรียนต่อโท ตอนแรกว่าจะไปต่อที่ออส แต่ด้วยปัจจัยและอะไรหลายๆอย่าง ทำให้เราตัดสินใจว่าเรียนต่อที่ไทยเนี่ยแหละ ความหวังที่ว่าจะหาผัวรวยๆแล้วเกาะผัวกิน ก็เป็นอันล้มเลิกไป พึ่งตัวเองน่ะแหละดีที่สุด ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน
เรื่องตัดสินใจต่อโทนี่จริงๆเป็นเรื่องที่คิดมานานแล้วล่ะ แต่ก็เลื่อนมาเรื่อย
ในที่นี้ก็ต้องกราบขอบคุณท่านชัชชัยที่ชี้ทางสว่างให้แก่เรา เพราะท่านบอกว่า เรียนโทไม่เหมือนเรียนตรี เรียนโทคือการสร้าง connection การทำฐานให้กับชีวิตการงานตนเองในอนาคต ทั้งนี้ทั้งนั้นจะเรียนในไทยหรือเรียนเมืองนอกมันก็มีข้อดี ข้อเสียต่างกันไป ข้อดีของเรียนโทเมืองนอกคือ หนึ่ง ได้ประสบการณ์ ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตในต่างแดน ได้รู้ซึ้งถึงคำว่าการอยู่กับตัวเองน่ะมันเป็นยังไง เรียนรู้วิธีการเอาตัวรอด และฝึกความอดทนให้กับตนเอง (ซึ่งท่านก็แอบหยอดมาว่า สำหรับเอื้อยหกเดือนที่ไปอยู่มา ก็น่าจะเป็นประสบการณ์ชีวิตที่มากพอแล้วนะ) ข้อเสียก็คือ พอเราเรียนจบ กลับมาหางานทำที่ไทย เราก็ต้องไปนับหนึ่งใหม่ เพราะเราไม่มี connection ที่เมืองไทย นอกจากว่าบ้านรวยมีกิจการ หรือมีตำแหน่งรองรับ นั่นก็อีกเรื่อง ในทางกลับกันถ้าเรียนที่นี่ ถึงแม้จะจบการศึกษาไปแล้ว เราก็ยังคงต้องติดต่อกะเพื่อนร่วมคลาสเรียนเราอยู่แล้ว คนเหล่านี้แหละคือสะพานที่จะทำให้เราไปสูจุดมุ่งหมายของเราได้ แล้วตอนนี้ระบบการศึกษาในบ้านเราก็ไม่ได้น้อยหน้าใคร บ้านเรา เมือง เรา เราก็ย่อมมีสิทธิเลือกมากกว่า จบจากมหาลัยชั้นนำของประเทศ ย่อมมีภาษีดีกว่าจบจากมหาลัยไก่ กา จากต่างประเทศเป็นไหนๆ ดีไม่ดีบางยูไปเรียนแล้วไม่ได้รับรองจากกระทรวงศึกษาธิการอีกต่างหาก กลายเป็นเสียทั้งเวลาและเงิน และนั่นก็คือที่มาที่ทำให้เราตัดสินใจเรียนต่อโทที่ CMMU (College of Management Mahidol University) ภาคInternational major in Marketing. เป็นไงกว่าจะเข้าเรื่อง เวิ่นไปไกลเลยกู
และพระองค์นี้แหละที่เป็นคนชี้ทางสว่างให้กับชีวิตของเรา โดยท่านบอกกะเราแค่สั้นๆว่า คนเราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับตัวเองให้เป็น ท่านไม่ได้บอกให้เราเป็นคนสันโดษ หรือปิดกั้นตัวเอง แต่ความหมายของท่านก็คือ สุขหรือทุกข์นั้นมันอยู่ที่ใจ ปัจจัยภายนอกเป็นแค่องค์ประกอบย่อย ถ้าเราเลือกที่จะอยู่กับตัวเองให้เป็น รู้วิธีคิดในการทำให้ตัวเองมีความสุข นั่นแหละคือความสุขที่แท้จริง
เมื่อก่อนเราอาจจะมองว่าการได้ออกไปเที่ยวสังสรรค์เฮฮากะเพื่อนดึกๆดื่นๆ ทำให้เรามีความสุข แต่เอาเข้าจริงๆ ใช่ ตอนนั้นยอมรับว่ามีความสุข แต่พอพ้นจากสภาวะตรงนั้นไปแล้วเราก็กลับมาทุกข์อีก จนวันนึงเราก็ได้คิด ว่าที่ท่านบอกให้เราอยู่กับตัวเองให้เป็นนั้นมันหมายความว่าอย่างไร ทุกวันนี้เราได้รู้ว่าการเปิดเพลงเต้นกะหย่องกะแหย่งอยู่ในห้องตัวเองก็สามารถทำให้เรามีความสุขได้ หรือจับหมามาแต่งตัวบ้าๆบอๆแล้วถ่ายรูปก็ทำให้เราสามารถหัวเราะได้เช่นกัน ประเด็นคือไม่เปลืองเงินด้วย (แต่เรื่องเที่ยวก็ยังมีอยู่บ้างอะไรบ้าง พอกรุบกริบ) กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ ยอมรับว่าเหนื่อย แต่ก็ขอขอบคุณทุกๆกำลังใจที่ช่วยพยุงให้เราลุกขึ้นฮึดสู้อีกครั้ง ขอบคุณพ่อกับแม่ ที่ไม่ว่าลูกคนนี้จะโซซัดโซเซกลับมาในสภาพไหนก็ตาม ท่านทั้งสองก็ยังคงอ้าแขนรับด้วยความรักและความอบอุ่นเสมอมา ขอบคุณเพื่อนๆทุกคน ที่รักและหวังดีกับเรา "แด้" ถ้าฉันไม่มีแกวันนั้น ฉันก็ยังจะคงยืนเกาหัว งงกะชีวิตตัวเองอยู่อีกเป็นนาน แกคือเพื่อนที่มีพระคุณแก่ฉัน " อีเหาเบน" มึงคือแฝดกู สองเราล้วนผ่านวีรกรรม(อัปรีย์)ด้วยกันมามากมาย ขอบใจมากที่มึงอยู่เคียงข้างกูมาตลอด "ก้อย" มึงคือเพื่อนเลิฟกู เวลาที่กูมีเรื่องไม่สบายใจพอกูได้คุยกะเมิงแล้วกูสบายใจทุกครั้ง เสมือนมีแม่คนที่สอง "นังหยก" ขอบใจมึงที่ไม่เคยเอือมกะเพื่อนคนนี้ และอยากบอกว่ากูซึ้งใจมากที่มึงเจ็บแค้นแทนกู และอีกหลายต่อหลายคน ที่ไม่ได้เอ่ยนามมาในที่นี้
ขอบคุณสำหรับความดื้อและรั้นของตัวเองที่ทำให้เราเป็นเรามาทุกวันนี้ และได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างที่เงินก็หาซื้อไม่ได้ ขอบคุณความมุ่งมั่น เชื่อมั่น และศรัทธา ในตัวเอง ที่ทำให้เราไม่ย่อท้อ และเป็นพลังผลักให้เราก้าวต่อไป ขอบคุณเวลาที่ทำให้เราได้รู้ว่า ชีวิตคนเรามันสั้นนัก ทำอะไรแล้วตัวเองมีความสุข ไม่เดือดร้อนคนอื่นก็ให้รีบๆทำซะ สุดท้ายนี้ชีวิตเราในวันข้างหน้าจะเป็นยังไงนั้น เราไม่อาจรู้ได้ รู้แต่ว่ากูต้องเริ่มเรียน accounting อาทิตย์หน้าแล้ว บวกกับทำงานวันแรกวันจันทร์หน้า ดีจังทีนี้ก็จะได้กลับไปเป็นนักเรียนอีกครั้ง ควบไปกับเป็นมนุษย์เงินเดือนด้วย โดปวิตามินด่วน !!!!! PS:จริงๆคือพิมพ์ไว้ตั้งแต่วันที่ 5 July 09 แต่เพิ่งมีเวลาเอามาลงเนี่ย -*- May 01 งืม ไม่มีสาเหตุและเหตุผลไม่รู้พักนี้เป็นอะไร จู่ๆก้อคิดถึงแม่งขึ้นมาอีกและ เป็นวูบๆ อามรมณ์เปลี่ยวหนัก อยากไปไหนก็ได้ไกลๆสักพัก ได้ข่าวว่าอาการนี้มันหายไประยะนึง ไม่รู้ทำไมมันกลับมาอีกแล้ว
จริงๆตอนนี้ทุกอย่างก็โอเคขึ้นเยอะแล้ว สภาพจิตใจดีขึ้นกว่าตอนแรกเยอะ เรื่องมันมีอยู่ว่าวันนั้น จำได้ว่ากะลังนั่งดูละครอย่างสนุกสนาน ก้อพลันมี message เจ้ากรรมเข้ามา เราก็ไม่ได้เอ๊ะใจอะไรก็กดรับดู ปรากฏ งานเข้า ส่งมาประมาณว่า คิดถึงวันที่เราเคยมีกัน (กูแปลได้เน่าสัด) ก้อรู้ว่าที่ผ่านมามันทำไม่ดีกะเราไว้ แต่อยากจะบอกว่า เค้านะคิดถึงเรามากๆ
อ่านจบ จากที่อารมณ์ตอนนั้นกะลังฮาขำขี้แตก สีหน้าเปลี่ยนโหมดทันที โห เล่นส่งมาวางยาแบบนี้เป็นใคร ใครจะไม่งืดดดดด
ความรู้สึกแรกที่วูบขึ้นมาในสมองตอนนั้น "มันเมาชัวร์ ถึงส่งมาแบบนี้ ร้อยวันพันปีไม่เคยมีมา ถ้าเมานี่ต้องเมาหนักด้วย" เพื่อไขข้อข้องใจเราเลยกดโทรไปหา
ปรากฏท่านไม่รับสาย แต่ส่งข้อความมาบอกว่า โทษทีอยู่ในผับเสียงมันดังไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์ ยังมีหยอดท้ายว่าคิดถึงนะ (อั้นแน่ เจาะยางกูไม่เลิก)
แต่ท้ายที่สุดแล้วคืนนั้นเค้าก็โทรมา (ตอนที่กรูหลับไปแล้ว) คุยแปปนึง แล้วต่างฝ่ายต่างก็สัญญาว่าจะโทรหากัน ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ (เป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์) ก็ยังไม่ด้คุยกัยอีกเลย
แล้วจะสัญญากันทำสอยยย
แต่ประเด็นคือ มันมาทำเรางืม ตอนแรกว่าจะไม่คิดอะไรอีกแล้วกะคนๆนี้ ไปๆมาๆไม่รู้มันวนกลับเข้ามาอยู่ในหัวอีกได้ยังไง แต่ก็มิได้ฟูมฟายร้องไห้ญาติเสีย เหมือนตอนแรกๆ เพียงแค่คิดย้อนไปถึงวันวานในอดีต
ถ้ารู้อย่างั้น เราน่าจะทำแบบนี้ หรือว่า ถ้ารู้ว่าทำแล้วมันจะเป็นแบบนี้ ก็คงไม่ทำ แต่มันเป็นได้แค่คำว่า 'ถ้า'ไง
เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันเกิดขึ้นไปแล้ว และก็ไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้แล้วด้วย
สติ คำเดียวจริงๆ เพราะตอนนั้นต่างฝ่ายต่างขาดสติ มันเลยเป็นที่มาของหายนะ แล้วก็ต้องมานั่งเสียใจอยู่ทุกวันนี้
แต่ถามว่าถ้าจะให้กลับไปคบอีก ก็คงขอคิด(หนักๆ)สักสามตลบดูก่อนล่ะ ถ้าต้องกลับไปเจอสภาพแวดลอมเดิมๆ ปัญหาเดิมๆ งานนี้ก็ขออยู่คนเดียวแบบนี้สบายใจกว่าค่ะ
ก็เหมือนคนติดยาเสพย์ติด กว่าจะเลิกได้ เล่นเอาแทบตาย พอเลิกได้แล้วจะกลับไปเสพยาตัวนั้นอีกไหมล่ะ ในเมื่อรู้ฤทธิ์ความร้ายกาจของมันแล้ว ถ้ารู้แล้ว แล้วยังกลับไป อันนี้เค้าเรียกสั้นๆ
ว่า "โง่"
January 09 ความรักกะรองเท้าที่ไม่พอดี วันหนึ่ง .........ฉันอยากได้รองเท้า ฉันเดินเข้าไปในร้านที่มีรองเท้าหลากสี-หลายแบบวางเรียงราย ร้ า น แ ล้ ว ร้ า น เ ล่ า แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะได้รองเท้าถูกใจกลับไปด้วยแม้ แต่คู่เดียว เลือกแล้ว______________ เลือกอีกจนในที่สุดก็มาหยุดอยู่หน้ากระจกร้านหรูแห่งหนึ่ง รองเท้าส้นสูงสีส้มคู่นั้นสะท้อนเงาเฉิดฉายผ่านกระจกออกมาแตะตาฉันตั้งแต่แรกเห็น มันช่างเป็นรองเท้าที่สวยจนอยากมีไว้ประดับคู่เท้าในทุกย่างก้าว โดยไม่รอรี......ฉันเดินตรงลิ่วเข้าไปหามัน แม้ป้ายราคาเล็ก-เล็กที่ติดเอาไว้จะบอกราคาที่ไม่เล็กนัก แต่ฉันไม่ลังเลสักนิดเดียวที่จะจ่ายเงินจำนวนนั้นออก ไปเพื่อให้ได้รองเท้าที่ถูกใจที่สุดในวันนี้ 'แน่นนิดนึงนะคะ...มีคู่ใหม่ที่ใหญ่กว่านี้มั้ย' ฉันถามพนักงานขายขณะที่กำลังพยายามสอดเท้าลงไป ในรองเท้าคู่สวยให้พอดี แล้วพบว่ามันพอดิบ-พอดี จนขยับเท้าไม่ได้ 'ไม่มีหรอกค่ะ....เรามีแบบละคู่เท่านั้น รับรองว่า ใส่??ล้วไม่ซ้ำแบบใคร' พนักงานขายเสนอข้อได้เปรียบในการซื้อสินค้า 'แต่ดิฉันว่าใส่แล้วก็พอดีนะคะ เผื่อมันยืดออกอีกนิดหน่อย' เธอยังคงเสนอต่อเมื่อเห็นแววตาที่ฉันชื่นชมสินค้าของเธอ - - เย็นวันนั้นฉันกลับบ้านด้วยรอยยิ้มกรุ่นพร้อมกับ รองเท้าคู่สวยที่อยู่ในมือ - - ฉันจัดแจงโยนรองเท้าผ้าใบคู่เก่าที่ใส่มาแรมปีทิ้งไป อย่างไม่แยแส วันรุ่งขึ้น ..............ฉันออกเดินด้วยรองเท้า คู่ใหม่อย่างเฉิดฉาย ยิ่งมีใครต่อใครชมว่ามันสวยนักหนาฉันก็ยิ่งปลื้มใจ ทว่าไม่ทันข้ามวันรองเท้าเจ้ากรรมก็แผลงฤทธิ์จนฉัน เดินโขยกเขยก และเย็นวันนั้นฉันก็ต้องกลับมาบ้านพร้อมกับเท้าที่ระบม ห า ก ชี วิ ต ค น เ ร า เ ป็ น เ ห มื อ น ก า ร เดิ น ท า ง ไ ก ล ความรัก _____________________ก็คงเป็นเหมือน รองเท้า แ ท้ ที่ จ ริ ง แ ล้ ว น่ ะ น ะ .............. ฉันว่าคนเราไม่ได้ต้องการ 'รองเท้าสวย' มากไปกว่า - - รองเท้าที่ใส่สบาย - - แต่ก็นั่นแหละ ใคร-ใครก็ย่อมชอบรองเท้าสวย-สวยด้วยกันทั้งนั้น ถึงไม่น่าแปลกที่หลายคนมักตัดสินใจซื้อรองเท้าเพราะ ว่า 'มันสวย ' มากกว่า 'มันพอดีกับเท้า' และแม้มันจะใส่แล้วคับไปนิด...อึดอัดไปหน่อยก็ยังไม่ วางมือ เหตุเพราะว่า___________________มันสวยถูกใจ หรือแม้มันจะราคาแพงลิบลิ่วก็ยังอยากเป็นเจ้าของให้ได้ - - - หากว่าเราต้องเดินทางอีกไกล - - - แม้จะมีรองเท้าสวยหรู ราคาแพง ยี่ห้อแบรนด์เนม มันก็คงไม่มีประโยชน์ แม้จะสวยแค่ไหนแต่ถ้ามันทำเท้าเราเจ็บ...สุดท้ายก็ คงต้องถอดมันออก เพราะถ้าขืนเราเดินทั้งเท้าเจ็บ-เจ็บเราคงไปไม่ถึง ปลายหนทาง ค ว า ม รั ก ก็ เ ช่ น กั น เราอาจใฝ่ฝันที่จะมีคนรักสวย รวย เก่ง ฉลาด เลิศ หรู ..... แต่ความจริงแล้ว .... เราเพียงต้องการคน-คนนั้นเพื่อให้ตัวเราดูดีขึ้นมาเท่า นั้นเอง ฉันว่านะ....รองเท้าที่ใส่แล้วสบายไม่จำเป็นต้อง สวยเด่นอะไร เพราะฉะนั้น คนที่จะมาจับจูงมือเราไปตลอดทางของชีวิตก็ไม่จำเป็น ต้องเป็นคนที่ดีเลิศที่สุดจนใครนึกอิจฉา บางที...การใส่รองเท้าที่เดินแล้วสบายมันอาจทำให้ เรามีความสุขมากกว่า เพราะฉันเชื่อว่ามันจะพาเราไปจนถึงจุดหมาย โดยที่เราไม่ต้องเจ็บเท้าและนึกอยากจะโยนมันทิ้งไป เสียให้รู้แล้วรู้รอด ตลอดการเดินทาง January 01 Happy new year ขอให้ suck sex full !! (successful) แต่พูดม่ะซัดHappy New Year 2009
ปีๆนึงผ่านไปเร็วยังกะลมตด โดยเฉพาะปีนี้มีความรู้สึกว่าผ่านไปเร็วกว่าปกติ เพราะมีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นมากมายกะชีวิตเรา ทั้งดีและร้าย ทั้งสุขสม เศร้า ระคนทุกข์ปนกันไป เนี่ยแหละชีวิต เริ่มตั้งแต่ต้นปี (ปีที่แล้ว) ที่คุณปู่ป่วยเข้าโรงพยาบาล จากนั้นไม่นานก็เสีย ต่อมาอีกสักพัก เราก็ลาออกจากงาน กลับมาตกงานอีกรอบ (ห้าๆๆ) หลังจากเตะฝุ่นอยู่ไม่นานก็โดนข่าวร้ายอีกระลอก น้องชิมาชิ่งตายไปซะงั้น ก็หอบใจช้ำๆไปหลบไกลถึงแดนจิงโจ้ สิริรวมก็เป็นกระเหรี่ยงน้อยอยู่ได้หกเดือน ส่งท้ายสิ้นปีนี้ด้วยการไร้คู่ เป็นโสด (อย่างเป็นทางการ) เฮ้อนับว่าเป็นปีที่หนักสาหัสเอาการ แต่ทุกอย่างมันก็จะผ่านไป ปีหน้าฟ้าใหม่ เป็นคนใหม่ เริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ก็ขอให้มีแต่สิ่งดีๆเข้ามาในชีวิตเรา ปีใหม่ปีนี้ ไม่ได้ฉลองกะที่บ้าน ไม่ได้ฉลองกะคนรัก (เพราะไม่มี) สำหรับเรา ปีใหม่มันก็แค่วันๆนึง ที่มันผ่านไป เป็นสิ่งย้ำเตือนว่า เวลามันก็เดินของมันไปแบบนี้ทุกวัน บวกกับจำนวนปีที่เพิ่มขึ้น ทุกปีๆ ได้ข่าวว่าตอนเริ่ม countdown เรายังนั่งงง อยู่เลย นั่งเขี่ยหาเห็ดกินอยู่ (เซ็งเป็ด) ปีใหม่ปีนี้ไปบ้านน้ามล (เจ้าของร้านที่เราทำงานด้วย) เป็นประสบการณ์ปีใหม่ที่แปลกดีไปอีกแบบ จำได้ว่าไปถึงบ้านน้ามลสี่โมงเย็น ก็ไปมันสภาพสลึมสลือสุดๆ เนื่องจากวันก่อนก้อไปเรื้อนกันอยู่บ้านเพื่อนโบว์ มันก้อเลยนอนไม่พอ วันก่อนพาพี่จิมมี่ไปเล่นชิงช้าสวรรค์ (ชิงช้าแม้วอะไรไม่รู้แพงอิ๋บอ๋าย แถมเราเข้าไปตดในชิงช้าด้วย ฮี่ ภูมิใจ) ขากลับเราก็ไปถอยชุดใหม่มา สีชมพูปรี๊ด (ถูกโคตรพ่อง สิบเหรียญ) อ่ะนะปีใหม่ทั้งที ก้อต้องใส่อะไรที่มันเป็นสีเป็นสัน ใจจริงอ่ะอยากเข้าเมือง ไปดูไฟ ดูพลุ แหม นานๆจะได้มาฉลองปีใหม่ไกลถึงต่างแดน แต่เนื่องจากบ้านน้าแกห่างไกลความเจริญเหลือเกิน ก็เลยไม่เห็นอะไรเลย เห็นแต่คนเมาเกลื่อนไปหมด เรียกว่าเมากันตั้งแต่ตะวันยังไม่ตกดิน ก็ปลิ้นกันแล้ว เดินเซแป๊ดไปปี๊ดมา ดูแล้วก็ฮาดี เหอๆมาดูคนเมาข้ามปี เราเองก็ตึงๆนิดหน่อย แต่ไม่อยากเมามาก เพราะไม่รู้จะเมาไปทำไม กินพอให้มันตึ่มๆสนุกๆ วันนี้จับฉลาก ได้มา 20$ เออ ถือซะว่าเป็นค่าชุดที่ซื้อไปวันนั้น รางวัลใหญ่ 50$ (ทำไมไม่เป็นเราเน้อ) นั่งสัปหงกอยู่สักพักหันไปดูคนข้างๆ โบว์ (เพื่อนกรู ไปซะแว้ว) มันไปแล้ว ไปหนักด้วย เมายังกะหมา คอพับคออ่อน ได้ข่าวว่าวันที่หนึ่งวันเกิดมัน เราก็กะจะ surprise เอาของขวัญให้ตอนcountdown ที่ไหนได้ หลับไม่ยอมตื่น แถมเมาแล้วรั่ว ก็ฮากันได้อีก วันนี้ตื่นมา ถามใหญ่เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น ทำไมมันเจ็บหัว จะไม่ให้เจ็บได้ไง ก็พี่แกเล่นเอาหัวโขกกะกำแพงบ้านซะขนาดนั้น ไม่แตกก็บุญแล้ว อีกอย่างที่บันเทิงใจไม่แพ้กัน คือดูคนเมาคุยกะคนเมา คุยกันไม่รู้เรื่อง ลงเอยด้วยการทะเลาะกันไป ทั้งๆที่เรื่องที่มันคุยกันคนละเรื่องเลย จำได้ว่าปีใหม่แทบจะทุกปี ถ้าไม่ไปกินข้าวบ้านยาย ก็นอนอืดอยู่บ้าน ไม่เคยได้ออกไป countdownกะเค้าหรอก คนเยอะแทบคลั่ง ไปเบียดๆกัน (เพื่อ?) อีกอย่างสถานการณ์บ้านเมืองเราก็ผีเข้าผีออก เกิดพวกท่านนึกครื้มใจเอาระเบิดมาปาฉลองปีใหม่ก็สนุกเลยงานนี้ ที่เห็นมีพิเศษก็เห็นจะเป็นปีที่แล้ว จำได้ว่าไปงืมอยู่ที่ To sit จรัญฯ กะ……. เฮ้อ แล้วปีนี้มาทำปากดีว่าจะมาฉลองปีใหม่กะตู สาดดดดดดด มาหลอกให้ดีใจ แล้วก็ทำให้เราผิดหวังซ้ำแล้ว ซ้ำอีก (เจ็บนะเฟร้ยยย) แต่ก้อเอาเหอะ ทุกอย่างมันผ่านไปแล้ว
จะว่าไปหน้าเทศกาลที่นี่ นี่เงียบเหงาใช่ย่อย เริ่มตั้งแต่ตอนวัน X’mas ที่ทุกอย่างปิดหมด ปิดจริงๆนะ แม้แต่ เซเว่นมันยังปิดเลย (เอากะมันเดะ) จำได้ว่าไปเดินเป็นกระเหรี่ยงหลงเมืองกันอยู่สามตัวในเมืองวันนั้น คิดแล้วขำ ก้อที่แรกกะว่าจะไปถ่ายรูป นึก(เอาเอง)ว่า เค้าคงจะมีไฟประดับแบบบ้านเรา ปรากฏว่าทุกอย่างเงียบ เป็นเป่าสาก อย่าว่าแต่ถ่ายรูป จะหาซื้อของกินยังแทบจะไม่มีที่ไหนเปิดเลย สรุปสุดท้ายก็ลงเอยปิ้งBBQ นอนอืดกันอยู่บ้าน ถ้าเป็นบ้านเราเหรอค่ะ โฮ้โห จะไปไหนล่ะขอให้บอก ไฟก็ติด เปิดกันพึบสว่างไสวยังกะวันเฉลิม อยากกินอะไรมีหมด อยากเที่ยวก็ได้จัดไป หรือจะไปเมาหัวทิ่มบ่อ ก็ไม่มีใครว่า ที่นี่วันX’mas เค้าห้ามขายแอลกอฮอล์หลังเที่ยงคืน อารมณ์ประมาณงดเหล้าเข้าพรรษาบ้านเรา ก็เมาน้ำเปล่ากันไปตามระเบียบ แต่ก็ดี เป็นประสบการณ์ใหม่ ปีใหม่ก็เหมือนกัน เงียบๆ ไม่หวือหวา มีแค่ไม่กี่ที่ ที่เค้าจัดงาน เอาว่ะ เดี๋ยวรอปีหน้า ฉลองมันบ้านเราเนี่ยแหละ ดีสุดแล้ว
PS. ปีนี้ฉลองปีใหม่ด้วยการพาหมอไปหาหมา เอ้ย พาหมาไปหาหมอ โดนรูดทรัพย์ไปสองร้อยเหรียญ โอ้วพระเจ้าจอรท์ ซึมเลยกูงานนี้ อ้เรานะ เวลาจะซื้ออะไรที คิดแล้วคิดอีก เกินยี่สิบเหรียญนี่ก้อปาดเหงื่อแล้ว เจออันนี้ไปทัเดียว แทบบ้าครับ Chivas เป็นหมาที่ดีนะลูก ค่าตัวเมิง (ค่าส่งกลับไทย + ทำเรื่อง) ปาเข้าไปหลายหมื่นอยู่ ค่าตั๋วหมาแพงกว่าค่าตั๋วกลับบ้านเราอีก ฮือๆๆๆ November 19 ถึงอ้วนค่ะ
เคยลองถามตัวเองไหมว่าคนที่เราคบคือคนที่ใช่หรือเปล่า บางคนใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตกว่าจะเจอคนที่คิดว่าใช่ บางคนอาจจะโชคร้าย ที่ไม่เคยและมีโอกาสได้รู้สึกถึงความรู้สึกนั้นเลยก็มี แล้วอะไรล่ะคือตัววัด คนที่ใช่สำหรับเราคือ….. คนที่อยู่ด้วยแล้วมีความสุข มีความรู้สึกว่าเราสามารถเป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องFake คนที่รู้จักข้อเสียของเรา และพร้อมที่จะยอมรับได้ โดยไม่เคยเอาสิ่งเหล่านั้นมาเป็นประเด็นในการหาเรื่องทะเลาะ คนที่รู้จักเราดีในทุกๆด้าน และยอมรับได้ในสิ่งที่เราเป็น คนที่พร้อมยอมทำให้เราได้ทุกอย่าง โดยไม่เคยปริปากบ่น คนที่ยอมสละเวลาความสุขของตัวเอง พาเราไปในทุกๆที่ที่เราอยากไป คนที่เห็นความสำคัญของครอบครัวมาเป็นอันดับหนึ่ง คนที่เราสามารถปรึกษาได้ในทุกๆเรื่อง คนที่รับฟังและเคารพในการตัดสินใจของเรา คนที่พร้อมและให้อภัยเราเสมอถึงแม้เราจะทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า คนที่คอยอยู่คียงข้างเราทั้งในยามสุขและทุกข์ของชีวิต คนที่มือเค้า คือมือที่คอยปลอบประโลมและฉุดเราขึ้นมาเมื่อเราล้มหรือท้อ คนที่ไม่เคยบ่นว่าเหนื่อยหรือเบื่อ กับความงี่เง่าของเรา (ช่วงมานุดเมนส์) คนที่ไม่ว่าจะไปไหนก็ตามมักจะนึกถึงเราและครอบครัวเราเสมอ คนที่พ่อแม่เราไว้ใจ คนที่สามารถเป็นผู้นำครอบครัวที่ดีในอนาคตได้ คนที่พร้อมจะเปลี่ยนตัวเองเพื่อความสุขของเรา (โดยที่เราไม่เคยคิดจะเปลี่ยนตัวเองเลย …. นิสัยเสียเนอะ) คนที่พร้อมจะสร้างอนาคตไปกับเราและพร้อมที่จะก้าวเดินไปด้วยกัน คนที่เรารัก คือคนที่เราคิดถึงตลอดเวลา คนที่ทำให้เรายิ้มได้แม้เราจะมีน้ำตา คนที่เข้ากับเพื่อนของเราได้ คนที่เพื่อนสนิทบอกว่าดี น่าคบ คนที่เข้ากะหมาและสัตว์เลี้ยงที่บ้านเราได้ (อันนี้สำคัญสุด) คนที่ไม่เคยคิดร้าย และว่าร้าย หรือพูดถึงคนอื่นในทางไม่ดี เสียๆหายๆ คนที่ยอมรับความเป็นจริงและพร้อมที่จะแก้ไขปัญหามากกว่าเดินหนี คนที่สามารถเป็นได้ทั้งเพื่อนสนิท คนรัก และผู้นำเราได้ไม่ว่าในสถานการณ์ใดๆก็ตาม คนที่จิตใจดี ใจคอกว้างขวาง ไม่เคยคิดเล็กคิดน้อยให้เป็นเรื่องบั่นทอนจิตใจกัน
หลายคนอาจสงสัยว่า คนที่ดีขนาดนี้จะมีอยู่จริงในโลกนี้เหรอ เราอยากจะบอกว่า สำหรับเรา เราได้เจอ ‘คนนั้น’ของเราแล้ว คนที่เราพร้อมที่จะฝากชีวิตทั้งชีวิตไว้กับเค้า แต่ด้วยโชคชะตาที่ถูกฟ้าลิขิตมา ทำให้เราไม่สามารถรักษาคนๆนั้นๆไว้ได้ ทำเราโง่และตาบอดมองข้ามคนๆนั้นๆไป โดยที่ไม่เคยคิดเลยว่าเค้าจะมีค่าและมีความหมายสำหรับเรามากถึงขนาดนี้ ถึงแม้มันจะเป็นระยะเวลาปีนึงเต็มๆแล้วก็ตามที่เราห่างกัน ทุกสิ่งทุกอย่างที่มันเกิดขึ้น มันก็เพราะความที่ไม่รู้จักพอของเรา บวกกับวัยที่ยังรักสนุก ที่พาทั้งตัวเค้าและเรามาถึงทางตัน เค้าเองก็เคารพในการตัดสินใจของเรา สำหรับเราเองเราก็ถือว่าเราเลือกให้มันเป็นแบบนี้เอง งานนี้ไม่มีใครผิดหรือถูก แต่เราก็ต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรมกะผลของสิ่งที่เราทำ นั่นมันก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด เมื่อวันใดที่เราคิดจะ ‘หยุด’กับใครคนนึง เราก็อยากให้เค้าเป็นคนสุดท้ายของเรา มันก็จริงอย่างที่คนเค้าพูดกันนะว่า “คนเราจะเห็นค่าของสิ่งที่ตนเองมีอยู่มากที่สุด ก็ตอนที่เสียมันไปนั่นแหละ” แล้วทำไมเราไม่เห็นค่าของมันและพยายามถนอมมันไว้แทนล่ะ ทำไมต้องรอจนเสียสิ่งนั้นไป แล้วจึงนึกเสียดาย หรือตำหนิตัวเองว่า รู้งี้น่าจะทำแบบนั้น แบบนี้ดีกว่า เพราะบางสิ่งบางอย่างกว่าเราจะรู้ค่าของมัน บางทีมันก็อาจจะสายเกินไปซะแล้ว ตลอดระยะเวลาสี่ปี หลายสิ่งหลายอย่างได้เกิดขึ้นระหว่างเรา ทำให้เราได้เรียนรู้กันและกันมากขึ้น และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือการที่ได้ค้นพบกับความรู้สึกที่ว่า จริงๆแล้วเรารักใคร แล้วใครที่รักเรา
แม้ว่าความหวาน ความแหวว จะมีจืดจางลงบ้างตามกาลเวลา แต่สิ่งที่ไม่เคยจางหายไปจากเราสองคนคือความรู้สึกดีๆที่มีให้กัน ความรักและความผูกพันที่ไม่อาจหาได้จากใครอีก สุดท้ายนี้ เค้าอยากจะบอกว่า เค้าจะรอนะ…………รอวันนั้นของเรา รอวันที่เรากลับมาเดินจูงมือกันอีกครั้ง และรอวันที่เราจะได้พูดประโยคนี้ก่อนเข้านอนทุกคืน “อ้วน .. เค้ารักอ้วนนะ รักมากที่ซู้ดเลย รักอยู่คนเดียว คิดถึงมากด้วย รักมากเท่าที่เค้าจะรักอ้วนได้ และจะรักตลอดไปตราบนานเท่านาน (จริงๆนะ)” November 15 ชีวิตสุดหรรษาของกระเหรี่ยงน้อย (เยอะ)เฮ้อ ห่างหายจากการอัพมาเป็นชาติ ไม่ใช่ว่าไม่มีเวลา แต่ไม่มีอารมณ์ (โห ศิลปินตัวจริง) ช่วงนี้ก็เวิ่นเว้ออยู่กะการหาบ้าน (เรียกว่าที่ซุกหัวนอนจะดีกว่า) เราละไม่เข้าใจจริง จริง ว่าทำไม๊ ทำไม ประเทศนี้มันถึงได้หาบ้านยาก หาบ้านเย็นขนาดนั้น ราคาก็พระเจ้าช่วย วันก่อนไปดูมาในเมือง หนึ่งห้องนอน ที่แม่งแคบเท่าแมวดิ้นตาย ตกเดือนละสามหมื่นบาท นึกย้อนกลับกันสามหมื่นบาทถ้าเป็นบ้านเรา ได้คอนโด หรือห้องหรูๆ อยู่ในเมือง ไม่ใช่ไอ้ห้องรูหนูคุดคู้แบบนี้ แต่ก็เอาเหอะ ไหนๆก็มาแล้ว เป็นประสบการณ์ชีวิต ครั้นจะให้ไปแชร์กะชาติฝอ (ฝรั่ง) ก็กระไรอยู่ ต่างชาติ ต่างภาษา เกิดวันไหนอยากกินตำปูปลาร้าขึ้นมา มีหวังแม่งต้องย้ายออกจากบ้านกันเลย ส่วนจำนวนสมาชิกที่หาบ้านด้วยกันตอนนี้ก็มีอยู่สามคน ซึ่งแต่ละคน Demand ช่างต่างกันราวฟ้ากะเหว คนนึงเป็นน้องเวียด เพื่อนแด้ ขานั้นอยากอยู่หรูๆ สวยๆ ออกแนวไฮโซหน่อย (ซึ่งไม่ได้เข้าใจอารมณ์โลโซงบน้อยอย่างพวกกูเลย) อีกคน คนไทยเจอที่ร้านอาหาร วีซ่าหมดเดือนกุมภา ยังไม่รู้เลยว่าจะเอาไงกะชีวิตต่อ อยากได้ถูกๆดีๆ เน้นปลอดภัยกะเดินทางสะดวกเป็นหลัก ขานี้ก็กระเตงๆหาบ้านด้วยกันมาสองอาทิตย์แล้ว ส่วนคนสุดท้าย (กูเนี่ยแหละ) อยู่ไหนก็ได้ ที่วีคละไม่เกินสองร้อย (เพราะกูมีปัญญาแค่นั้น) ประเด็นคือมี น้ำ ไฟ อินเตอร์เน็ต (ส้วม และสายฉีดตูด เข้าถึง เท่านั้นแหละที่ต้องการ สวดมนต์ภาวนากันต่อไป (อัพเดท ตอนนี้ได้บ้านแล้ว ก็อยู่มันหลังเดิมแหละ เจ้าของบ้านต่อสัญญาให้ คงจะสมเพช ช่วงหาบ้านหน้าเรายังกะนางเอกคนเล่นของ ดำได้อีก เครียดไง ความจริงได้บ้านเพราะเจ้าชีวาสแท้ๆเลยนะเนี่ย จะว่าไป ห้าๆๆ)
โดยรวมๆชีวิตตอนนี้ก็ขึ้นๆลงๆ (ชีวิตคนเรามีขึ้นก็ต้องมีลง) พอกะลังจะลงตัวกะที่ร้านอาหาร ก็ดั้นมาลดวันกูอีก (แล้วจาเอาลายแหลกคร่า) กรรมของกระเหรี่ยง จากตอนแรกทำสามวัน ก็ว่าน้อยแล้ว นี่เหลือให้ทำสองวัน พฤหัสกะศุกร์ โดยเจ้าของร้านให้เหตุผลว่า คนมันเยอะไป วันจันทร์มันไม่ค่อยยุ่งทำสองคนก็พอ ที่เหลือว่างอีกห้าวัน หาอะไรทำดีอ่ะเนี่ย ว่าจะลงคอสเรียนภาษา ไม่ก็หางานใหม่ แต่ตอนนี้คือต้องหาบ้านให้ได้ก่อน พอจบเรื่องเครียดๆ มาเป็นนินทาชาวบ้านดีกว่า การที่ได้มาทำงานร้านอาหารที่นี่ ทำให้เรารู้ซึ้งถึงประโยคที่ว่า “ใครว่าอยู่เมืองนอกสบายห๊า” เพลงของใครสักคนเนี่ยแหละ วันนี้ก็จะมาเล่าคร่าวๆให้ฟังว่าหน้าที่หลักๆต้องทำอะไรบ้าง (ไม่ต่างกะตอนเป็นแอร์เลย แค่ย้ายจากบนฟ้ามาเสริฟ์บนดินแทน) เวลาเริ่มงาน (ที่ควรมาถึงร้าน) สี่โมงครึ่ง แต่เวลาที่เค้ามาเปิดร้านจริงๆ ห้าโมง (แล้วให้ตูมาสี่โมงครึ่งเพื่อ) พอเข้าร้านปุ๊บก็ ยกโต๊ะ (หนักมดลูกแทบเคลื่อน เราใช้วิธีลากๆเอา พื้นเป็นรอย ช่างแม่งไม่ใช่ร้านกู แต่ถ้าหลังกูเน่าเนี่ยมึงจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ป่าวล่ะ) ลากโต๊ะเสร็จก็กางเก้าอี้ เพราะมันจะมีโต๊ะนอกโต๊ะใน จากนั้นก็กวาดร้าน ถูร้าน ล้างห้องน้ำ ซึ่งถ้าวันไหนน้ามล (เจ้าของร้าน) ไม่เข้า ก็สามารถล้างแบบเอาทรีนล้างได้ แต่ถ้าวันไหนเจ๊แกเข้า โอ้วแม่เจ้า ให้กูนอนในนั้นเลยไหม ขัดจนเลขจะขึ้น ห้องน้ำนะเจ๊ไม่ใช่ห้องนอน อะไรกันมากกันมาย
พอล้างห้องน้ำเสร็จก็เซ็ตโต๊ะ เติมเทียน จัดช้อน ส้อม เช็ดแก้ว แล้วก็ดูเรื่องความเรียบร้อยโดยรวม จากนั้นก็ได้เวลาสุขสันต์ กินข้าว ตั้งแต่มาทำงานที่นี่ผมจะล่วงหมดหัวตาย ก็พี่ท่านเล่นสาดผงชูรสกันซะน่ากลัว ผมยิ่งน้อยๆอยู่ กินข้าวเสร็จก็เปลี่ยนชุด ซึ่งก็ไม่รู้อะไรกระหนักกระหนากะไอ้ชุดเนี่ย ตอนนี้ที่ใส่เป็นสไบทองกะผ้าถุงยาวถึงตาตุ่ม ถามว่าสวยไหม มันก็สวยดีอ่ะนะ แต่มันไม่สะดวกต่อการทำงานเอาซะเลย ยิ่งช่วงยุ่งๆนี่ แม่อยากจะถลกผ้าถุงขึ้นบ่าแล้วเดิน หน้าจะทิ่มตายหลายที่และ แล้ววันที่เราทำมันจะเป็นวันที่ยุ่งเสมอ ยิ่งอากาศตอนนี้เริ่มอุ่นแล้วด้วย คนก็ออกมากินข้าวนอกบ้านกันเยอะขึ้น ล่าสุดเมื่อพฤหัสที่แล้ว เอื้อยงานเข้า ปกติลูกค้าจะเริ่มเข้าหลังหกโมงครึ่งเป็นต้นไป ถ้ามีเข้ามาก่อนก็อย่างมาไม่เกินสองโต๊ะ พอกรุบกริบ แต่วันนั้นยังกะห่าลง ตั้งแต่หกโมงเย็นยันสี่ทุ่ม ลูกค้าเข้าร้านไม่ขาดสาย ไหนจะโทรศัพท์ที่เป็นพวก order take away อีก จำได้ว่าวั้นนั้นในครัวทำตำซั่วปูปลาร้าของโปรด ไก่ทอดแล้วก็ข้าวเหนี่ยว คือแทะไก่ยังไม่ทันหมดชิ้นเลย แม่งก็เข้ากันมาอยู่นั่นอ่ะ เดินกลับไปอีกที ไก่กูไปแล้ว สรุปวันนั้นได้กินอีกทีตอนสี่ทุ่ม ตอนที่ลูกค้าเริ่มซาแล้ว น้ามล(วันนั้นดีนะที่แกองค์ไม่ลง ถ้าเจ๊แกองค์ลงมีหวังยุ่งเป็นสองเท่า) แกก้อสั่งผัดไทให้กิน ก็นั่งกินกันกะพี่อีกคน กินกันหัวซุกหัวซุน แล้วเรื่องมันก็มีอยู่ว่า โต๊ะสิบเอ็ด (จำเลขได้แม่นยำ เพราะเป็นเลขซวยของเรา) ลูกค้ามาสี่คน เป็นตัวเมีย วัยหมดประจำเดือนแล้ว หรือไม่ก็กำลังเข้าสู่วัยทอง ไม่รู้มันไปตายอดตายยากมาจากไหน ตอนนั้นร้านคนเยอะสุดๆ มีเด็กเสริฟ์อยู่สามคน พี่ท่านคนนึงจะกินไวน์ขาว อีกคนจะเอาไวน์แดง น้ำเปล่ากูก้อจะเอา เอ่อ แหกตานิดนึงว่ากูยุ่งอยู่ ช่วยสั่งอะไรง่ายๆได้ไหม เสร็จปั๊บเราก็ไปรับออร์เดอร์โต๊ะมัน ที่นี่พอรับออร์เดอร์เสร็จแล้วก็จะเอาไปจิ้มลงคอม แล้วก็ปรินท์ใบออร์เดอร์มา จากนั้นก็เอาไปให้ในครัว วันนั้นคงเป็นวันซวยของเราจริงๆอ่ะ เราก็ทำทุกอย่างเหมือนปกตอ ยี่สิบนาทีผ่านไป เอ๊ะ ทำไมยังไม่มีอะไรออกมาเลยว่ะ พอเข้าไปเช็คในครัวลมแทบใส่ แม่เจ้าโว้ย ออร์เดอร์ไม่มี ที่กูอุตส่าห์จดและปรินท์มามันอันตราฐาน หายไปไหน แล้วคนซวยคือใคร ก็กรูเนี่ยแหละ ที่ต้องไปบากหน้าขอโทษลูกค้าเพื่อที่ให้มันสั่งใหม่อีกรอบ เผอิญน้ามลเดินผ่านมาได้ยินพอดี โดนด่าอีก เราก็เถียงเดะ ก็เอาเข้าไปแล้วอ่ะ แล้วจะให้มาจำว่ามันกินอะไร ยังไง ใครจะจำได้ว่ะ ลูกค้าตั้งเยอะแยะ ก็อาศัยยิ้มเข้าสู่แถๆ ขอให้มันส่งใหม่ พอมันกินอิ่ม ได้อาหารครบ เรื่องน่าจะจบแค่นั้นช่ายไหม แต่เปล่า ตอนจ่ายเงิน แม่งขอลดเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากที่มันต้องรอนาน อืม เอากะมันเดะ ท้ายที่สุดอีออร์เดอร์เจ้ากรรมน่ะ มันก็อยู่ในครัวน่ะแหละ นอนเล่นน้ำอยู่บนพื้น มันคงปลิวหลุดลงมา เอ่อ ความผิดกูไหม ???
ถัดมาวันรุ่งขึ้น ติดกันเลย อะไรมันจะซวยซ้ำซวยซ้อนซวยซ่อนเงื่อนขนาดนี้ โต๊ะเดิม โต๊ะสิบเอ็ด คราวนี้มาเป็นครอบครัว ครอบครัวช้าง(น้ำ) เก้าอี้แม่งยังเล็กกว่าตูดส์มันเลย อีตัวพ่อ มันจะจิ๊จ๊ะหน่อย แม่มันก็มีบ้าง ส่วนอีตัวลูกไม่ค่อยอะไร พอถึงตอนสั่งอาหาร เราก็จดออร์เดอร์มา จากนั้นก็ไปจิ้มลงคอม ระหว่าที่จิ้มนั้น ก็น้ามลอีกเนี่ยแหละ แกเป็นโรคตื่นแขก เห็นลูกค้าเยอะแล้วจะลน ไม่เข้าใจจะลกไปไหน ให้เราเอาจานไปเก็บหรือไปเสริฟ์ไวน์เนี่ยและ แล้วอีโทรศัพท์เจ้ากรรมดันดังขึ้นอีก ออร์เดอร์ก็ยังลงไม่เสร็จ ก็ต้องหันไปรับโทรศัพท์ก่อน พอวางเสร็จปั๊บก็ลืมว่ายังลงอาหารไม่หมด พอในครัวทำออกมา มันก็ไม่ครบตามที่มันสั่ง ทีนี้ล่ะคร้าบเป็นเรื่อง เพราะมันดันเป็นลูกค้าประจำ มันรู้หมดว่าอาหารหน้าตาเป็นยังไง รู้สึกจะขาดเมนไปสองที่มั้ง แต่เราสาบาญได้ว่ามันไม่ได้สั่งปอเปี๊ยะ กะเรา มันอาจจะสั่งกะคนอื่นแต่ที่แน่ๆไม่ใช่กะเรา แต่คนซวยคือกรู แล้วถามใครไม่ถามดันๆๆๆๆๆถามน้ามล เจ๊แกก็องค์ประทับเลย เต้นเร่าๆมาถามหาว่าใครจดออร์เดอร์โต๊ะนั้น หลังจากนั้นก็ด่าๆๆๆๆๆๆ จริงๆไม่ใช่ความผิดในครัวแต่ มันก็โดนด้วย เราเนี่ยโดนเต็มๆ เพราะลูกค้าไม่พอใจมาก อีกอย่างวันนั้นคนยุ่งสัด ไม่มีใครสนใจใคร บริการก็ห่วยได้ใจ หน้าแต่ละคนยังกะกินนมบูดมา ถึงขนาดเอาเหล้าไปให้เป็นComplementary มันยังไม่กินกันสักหยด แสดงว่าโกรธมาก (ไม่เป็นไร เดี๋ยวเจ๊กินเอง) ขนาดตังค์ถอนยังไม่เอาเลย (ดีไป) บริการห่วยแต่ได้ทิปโว้ย ห้าๆๆๆ มิหนำซ้ำตอนที่มันเดินออกจากร้านก็ไม่มีบอกขอบคุณมันกันสักคำ เพราะแต่ละคนเจอฤทธิ์มันมาหมดแล้วไง เราว่านะมันคงไม่มากินร้านนี้ไปอีกนาน จากนั้นเราก็โดนน้ามลเรียกไปด่า เราก็เลยขอโทษเค้า แต่ในใจ (เหี้ย อะไรกันนักหนา ออร์เดอร์ก็ได้ครบ แดกกันก็ไม่หมด ตะกละสั่งมาเยอะแยะเหลือเพียบ) แต่ต่อหน้าก็ค่ะ ค่ะ จากนั้นก็ช่างแม่ง ไม่ใช่ร้านกู แหมจ้างวันละห้าสิบ กะจะเอาคุณภาพservice แบบห้าดาว ราคานี้ก็เอาไปเท่านี้ละกัน
แล้วมิใช่ว่าร้านปิดแล้วจะได้กลับบ้านเลยนะคร้าบ โน้นต้องเคลียร์โต๊ะ เซ็ตโต๊ะ เช็ดช้อน ส้อม แก้วน้ำ โอ้ย กว่าจะได้กลับบ้านไม่พ้นห้าทุ่มครึ่งทุกวัน บางวันเจอลูกค้ากวนตีน ประเภทชอบนั่งแช่ กินๆเสร็จแล้วก็ไสตูดกลับบ้านไปเซะ กูอยากกลับบ้านเข้าใจไหม เหนี่อย ค้าจ้างก็ได้เท่านั้นอ่ะ ไม่มีจ่ายล่วงเวลาหรืออะไร
แต่ที่ยังทำเพราะว่าเพื่อนร่วมงานดี แล้วอีกอย่างถึงน้าแกจะขี้บ่นจู้จี้จุกจิกไปบ้าง แต่จริงๆแล้วก็ไม่มีอะไร ยกเว้น งกอย่างเดียว ส่วนลูกค้าประเภทไหนที่เค้ามาแล้วไม่อยากเสริฟ์คงจะไม่พ้นสองชาติซี้เก่า แขกกะเกา แขกขึ้นชื่อมากในด้านความเรื่องมาก เห็นแก่ตัว (ตัวเหม็น)และกวนตีน บวกภาษาอังกิดสำเนียงแขก ฟังแล้วปวดหัว ไม่รู้มันสั่งอะไร กะน้องเกา (ชาตินี้หนีไม่พ้นมันจริงๆ) มีชื่อเสียงทางด้านความเรื่องมาก(ไม่แพ้แขกดอย) กะความไม่มีมารยาทของมัน เสริฟ์ไปก็กล่าวสรรเสริญบิดามารดากันไป อาจจะยังไม่เห็นภาพ งั้นเดี๋ยวจะขอยกมาสักเรื่องสองเรื่องเป็นตัวอย่างพอเรียกน้ำจิ้ม เอาเรื่องแขกก่อน มากันสี่ตัว สั่งอาหารยังกะจะเป็นมื้อสุดท้ายของมันยังงั้นแหละ (ก็เกือบ) แล้วจานกะโต๊ะที่นี่จะเป็นอะไรมากไหม โต๊ะก็เล็ก จานนี่ก็ทั้งใหญ่และหนัก เวลายกไปเสริฟ์ที่แขนแทบหัก เรื่องมันมีอยู่ว่า เป็นตอนเสริฟ์ main course เราก็ถยอยยกเอาอาหารออกมาวาง แล้วโดยปกติ ด้วยสามัญสำนึก บวกกับมารยาทที่ดีทางสังคม เวลาเห็นคนยกของหนักๆร้อนๆมา ซึ่งก็ยกมาให้มึงเนี่ยแหละ เราก็ต้องช่วยเขยิบ หรือเลื่อนจานอื่น เพื่อให้มันมีที่ว่างเอาของลง นี่เห็นก็เห็นนะว่าเราถือมาสองมือ (หม้อไฟ กะจานร้อน) แหม นั่งกันเฉย เราก็ทนไม่ไหวเลยหลุดปากพูดไป คือช่วยเขยิบจานให้หน่อยได้ไหมค่ะ ก็แบบพูดกะมันธรรมาดา อีแขกตัวผู้ (หน้าตากวนส้นสุดๆ) รู้ไหมมันทำยังไง มันทำเป็นยกจานข้าวมันไว้บนหัว แล้วถามว่าเขยิบแค่นี้พอไหม (โอโห กวนตีนกูเห็นๆ) เราก็หันไปมองหน้า แล้วหัวเราะหึๆไปสองที พร้อมทำหน้าสังกะตายบอกไปว่า That’s so funny แต่หน้ากูเนี่ยพร้อมจะฟันหน้ามึงได้ทุกเมื่อ ยังๆ ยังไม่หมด อีตัวเมีย เกิดอยากรับประทานพริกสับ เราก็จัดให้ (ขอบอกตอนนั้นคนยุ่งมาก มันทำเหมือนมันเป็นเดียวในร้านอาหาร) ตอนเอามาให้เราก็วาง แค่ไม่ได้วางไว้ตรงหน้าไอ้คนสั่งเท่านั้นแหละ แขกตัวผู้(ชาติสุนัข)ตัวเดิม เริ่มออกอาการเห่า มันบอกว่า นี่ยูrudeมากเลยนะ ที่เอามาวางไว้หน้ามัน ไม่เอาไปวางไว้ข้างหน้าคนสั่ง (อีห่าพริกถ้วยเดียว มึงจะตายไหมแค่เลือนไปวางไว้หน้าเมียเมิง มันคงไม่ทำให้กีบเน่าๆของแกหักหรอก อีบ้า ) แล้วที่กูไม่ได้เอาพริกไปเทอญไว้หน้าเมียเมิงก็เพราะ ความตะกละของเมียมึงไง จาน ถ้วย วางให้เต็มไปหมด ไม่มีแม้แต่ที่เล็กๆพอจะให้ถ้วยวางลงไปได้ เราพอได้ยินงั้น เดือดเดะ เราก็สวนเลย แล้วมึงเลื่อนไม่ได้เหรอค่ะ มันก็มองหน้าเราแบบงงๆไม่ขึ้นว่าเราจะกล้าต่อปากต่อคำ (รู้จักเจ๊เอื้อยน้อยไปแว้ววว) ท้ายที่สุดฟ้าก็ไม่เข้าข้างคนเลว มันสั่งปลาราดพริกมา พอยกวางปุ๊บก็เป็นเรื่องปั๊บ คือมันจะให้เราเลาะก้างให้ (สงสัยเป็นง่อยทั้งครอบครัว) ปลาก็ตัวเท่าหอยมด จามสองทีก็กินหมดแล้ว กระแดะจะเลาะก้าง เราก็ยกกลับมา แล้วน้ามล (เจ้าเก่า)เห็นเรายกปลากลับมาก็นึกว่าออกอาหารผิด ตั้งท่าเตรียมด่าทันที เราก็บอกป่าว เค้าจะให้เอาก้างออกให้ เจ๊แกก็ลกๆเหมือนเดิม เลาะก้างไปเลาะข้างนอก ไม่ต้องเอามาให้ในครัวทำ (เอ่อจะรู้ไหม แล้วจู่ๆจะให้ไปยืนเลาะตรงไหนมิทราบ บนหัวลูกค้าไหมค่ะ) เราก็หันไป งั้นน้ามลก็เอาไปทำละกัน ข้างนอกยุ่งหนูไม่ว่าง (ตึง กล้าเนาะกูเนี่ย) จังหวะที่เจ๊แกดึงปลาออกไปจากมือเรานั้น ปลาเจ้ากรรมก้อดันรักดีขึ้นมา ไหลลื่นลงไปอยู่ที่พื้นครัว ที่เต็มไปด้วยน้ำแฉะๆ (อยากว่ายน้ำก้อไม่บอก) แล้วทำไงล่ะทีนี้ ไม่ใช่ความผิดเรานะ เพราะปลาอยู่ในมือเค้าเต็มๆ มันก็แน่อยู่แล้วว่าเค้าก็ต้องเก็บขึ้นมา แกว่งๆในน้ำสองสามที ครั้นจะให้ทำไหม ก็เสียเวลา (เปลือง) เดี๋ยวลูกค้ารอนานก็เป็นเรื่องอีก เรานี่โคตรสะใจ เป็นไงล่ะเรื่องมากดีนัก กินปลาคลุกน้ำน่าๆไปละกัน เหมาะสมกะพวกมันดี ฮ่าๆๆๆ เนี่ยล่ะน๊าที่เค้าว่าหัวเราะที่หลังดังกว่า ส่วนเรื่องของน้องเกา ก้อไม่มีอะไรมาแค่เป็นความสะเหร่อของชาติมัน คือสั่งOyster (อย่างที่รู้ๆชาตินี้บ้า seafood ) เค้าจะสั่งทุกอย่างเป็นอาหารทะเลหมด แม้ว่าในเมนู(เขียนไว้ตัวเท่าบ้าน) ว่ามีให้เลือกระหว่าง ไก่ เนื้อ กุ้ง แต่กูก้อจะกระแดะสั่ง seafood แล้วความฮาก็บังเกิด หนึ่งในนั้นสั่งOyster เราก็ถามแล้วนะว่าเอาแบบ cooked หรือ nature มันคงเค้าใจว่าเป็นหอยเลี้ยงตามธรรมชาติ หรือว่าหอยคัดพิเศษ เจ๊แกก้อเสียงแจ๋วเลยเอา nature เราก็ย้ำสองรอบเผื่อความแน่ใจ เพราะเท่าที่รู้มาชาตินี้ไม่ค่อยนิยมกินของดิบเท่าไหร่ แต่อ่านะ สงสัยเป็นเการุ่นใหม่ แล้วก็เป็นไปตามคาด พอยกออกมา มันก็โวยวายเลย ว่าทำไมไม่สุก อ้าว นี่กินข้าวหรือกินหญ้าเป็นอาหารค่ะ ก็คุณสั่ง natureไม่ใช่เหรอค่ะ แล้วมันจะสุกมาได้ไงอ่ะ อีควาย ทำเป็นโวยวาย เราก็บอกว่าจะอาสุกใช่ไหม เดี๋ยวเอาไปเปลี่ยนให้ แต่มันคนละราคานะ มันก็ทำท่าไม่พอใจ หาว่าเป็นความผิดของเราที่ไม่บอกมันแต่แรก (อ้าว โทษกูซะงั้น แต่ต้องอย่าลืมโดยกมลสันดานแล้ว คนชาตินี้มักจะโทษคนอื่นก่อนเสมอเวลามีอะไรขึ้นมา) แล้วมันความผิดกูตรงไหนเนี่ย มันความโง่มึงชัดๆ ที่ไม่รู้ว่า cooked กะ nature ต่างกันยังไง ความเสี่ยวของพี่ท่านยังไม่หมดแค่นั้น หลังจากไปเปลี่ยนเป็นแบบสุกมา(หอยสุก) มันโวยวายอีกรอบ คราวนี้เรื่องอะไรรู้ไหม ผักชี!!! ผักชีที่ใช้โรยหน้าอาหารอ่ะ คือไม่ชอบกลิ่นหรือว่ารสชาติ อันนี้พอเข้าใจ แต่นี่อ้างว่าแพ้ ฟังไม่ขึ้นว่ะ ตั้งแต่เกิดมาจนอายุขนาดนี้ ยังไม่เคยเห็นใครแพ้ผักชีสักคน ผักชีอ่ะ ชื่อก้อบอกอยู่แล้วผักชีโรยหน้า ถ้ามันใส่เป็นกำๆก้อว่างไปอย่าง เฮ้อ เนี่ยล่ะนะคนเรา
ps.หม่อมแม่ ลูกเอื้อยเอารูปลงตามที่ขอแล้วนะค่ะ อย่าลืมตัดขนพี่บั๊ฟด้วยเด้อ ขอบคุณค่ะ September 08 สอง ศูนย์เก้า สองแปดประเทศพัฒนาแล้วที่ชื่อว่า ออสเตเลีย
ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ระบบสาธารณูประโภคต่างๆก็คงจะง่ายและสะดวกสบาย แต่ที่ไหนได้อะไรๆก็ยากไปหมดที่นี่ เริ่มด้วยระบบแพทย์ เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว หลังจากกลับมาจากสกี เราก็ได้มีโอกาสไปหาหมอที่นี่ เนื่องจากโรคเก่ากำเริบ (กระเพาะปัสสาวะอักเสบ) เพราะกินน้ำน้อย (ก็มันหนาวนี่เฟร้ย) ประกอบกับชอบอั้นฉี่ งานนี้เลยงานเข้า ก็อย่างที่รู้ๆกันว่า ร้านขายยาที่นี่ถ้าเป็นพวกยาแรงๆอย่างเช่น ยาแก้อักเสบ จะต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์ก่อนถึงจะซื้อยาได้ เพราะฉะนั้นเราก็เลยต้องไปหาหมอก่อน ทีแรกนึกว่าหาหมอที่นี่ก็แค่ไปที่โรงพยาบาลเหมือนบ้านเรา แต่ที่ไหนได้ โรงพยาบาลมีไว้เฉพาะเคสหนักๆเท่านั้น หรือเอาไว้นอนพักฟื้น อาการแบบนี้ต้องหาหมอจากคลินิก โดยต้องทำการโทรนัดล่วงหน้า เพราะถ้าไม่โทรนัด ก็อด นี่ดีนะที่มีเพื่อนเราบอก ไม่งั้นเราคงเอ๋อ สะเหร่อไปโรงพยาบาล งานนี้ดีหน่อยที่ได้หมอเป็นคนจีน เลยไม่เกร็งมาก เพราะเค้าพูดช้า พอฟังรู้เรื่อง ไปถึงหมอก็ซักอาการ แล้วก็ยื่นกระบอกมาให้หนึ่งอัน บอกให้เราไปฉี่ใส่มา จากนั้นก็ออกใบสั่งยาให้ แล้วก็บอกให้ดูอาการหนึ่งอาทิตย์ โดยเค้าจะให้ยาปฏิชีวนะไปกิน ถ้ายังไม่ดีขึ้นก็ให้มาพบอีก โชคดีที่เราทำประกันจากทางเมืองไทยไป ไว้ตอนกลับถึงบ้านค่อยไปเบิก ตอนไปจ่ายเงินไอ้เราก็นึกว่า เออ คงจะได้ยาเลย ป่าว ที่ไหนได้เค้าให้ใบสั่งยามา แล้วเราก็ต้องไปซื้อจากร้านขายยาอีกที (แล้วให้กูมาหาหมอเพื่อ???) เราก็เออ เอาใบสั่งยา เดินไปซื้อยา วันนั้นสิริรวมแล้วเสียไปสองพันกว่าบาท ได้อะไรกลับมาบ้างเหรอ ก็ได้คำแนะนำวิธีการเช็ดตูดที่ถูกวิธีจากหมอ (เพราะที่นี่ไม่มีน้ำล้างแบบบ้านเรา อาจจะเป็นไปได้ว่าเชื้อโรคมันเข้าไปทางท่อปัสสาวะ โดยการเช็ดหรือทำความสะอาดไม่ถูกวิธี) ซึ่งของอย่างนี้เรารู้มานานแล้วแล้ว แหม ทำยังกะกูไม่เคยเช็ดก้นตัวเองงั้นแหละ แล้วก็ยาลดการติดเชื้ออีก7 เม็ด ส่วนผลแล็ป ที่เอาฉี่เราไปตรวจจะส่งบิลไปให้ที่บ้าน (ซึ่งก็เพิ่งมาถึงเมื่อวาน อีก 780 บาท) และมันก็มาแต่บิลจริงๆ ไม่มีผลหรืออะไรบอกเลย คือเท่าที่รู้ ถ้าอยากรู้ผลเราต้องทำการโทรไปถามที่คลินิกอีกที โดยถามกับหมอที่เป็นคนตรวจเรา เนื่องจากเค้าถือว่าเป็นความลับของผู้ป่วย ไม่สามารถเปิดเผยได้ ต้องให้ผู้ป่วยโทรไปถามเอง นี่ถ้าเกิดเป็นอะไรร้ายแรง ต้องรอหนึ่งอาทิตย์ แล้วค่อยโทรไปถามหมอ (คุณหมอค่ะ นี่คือสรุปหนูจะตายไหมค่ะ ประมาณนั้น) ป่วยครั้งนี้ก็เสียไปร่วมๆสามพัน (ราคาเดียวกับที่จ่ายค่าประกันสุขภาพไปเลย) ถ้าเป็นบ้านเราหาหมอที่เดียวได้หมด ทั้งรู้ผล ยา ไม่ต้องรอ จ่ายตังค์เลย จบไปหนึ่งประเด็น
มาถึงประเด็นที่สอง การเปิดบัญชีที่นี่ ใครจะรู้ว่าประเทศนี้มีระบบการธนาคารที่แพงที่สุดในโลกก็ว่าได้ ขนาดเอาเงินไปให้มันแท้ๆเลยนะเนี่ย โดยการเปิดบัญชีที่นี่ (ออมทรัพย์) ทุกๆเดือนเราต้องจ่ายค่าดูแลบัญชีเรา ตกเป็นเงินไทยก็ประมาณ 150 บาทต่อเดือน แบบว่าเสียให้แบงค์เอาไปฟรีๆ ถ้ากดเงินต่างธนาคารคิดค่าธรรมเนียมประมาณ 50-70 บาทต่อครั้ง (เอ่อ บ้านกูแค่ 4 บาท ก็ปาดเหงื่อแล้ว) โดยเราเปิดไว้สองบัญชี เป็นออมทรัพย์ เป็นออนไลน์อันนึง แล้วก็เป็นแบบธรรมดาอันนึง ออนไลน์ไม่เสียค่าบริการรายเดือนใดๆ แต่ไม่สามารถถอนเงินได้ ประโยชน์คือเอาไว้เช็คว่าเรามียอดเงินเหลือเท่าไหร่ แล้วก็สามารถโอนเงินผ่านทางอินเตอร์เน็ตได้ ซึ่งก็โอเคง่ะ ยอมรับว่าสะดวกดี ปกติบ้านเราเปิดบัญชี จ่ายเงินค่าธรรมเนียม เอาเงินเข้าแล้วก็รอรับบัตรเอทีเอ็มได้เลยใช่ไหม เราก็นึกว่าที่นี่เป็นแบบนั้นไง ซึ่งกูพลาด ลืมไปว่าประเทศนี้เรื่องมันเยอะ หลังจากเอาเงินเขาแล้ว สามถึงสี่วันทำการ เราถึงจะได้บัตรเอทีเอ็ม พอได้บัตรเอทีเอ็มแล้ว ประมาณห้าวันทำการถึงจะได้ PIN CODE ซึ่งเมื่อได้แล้วต้องทำการโทรไปเพื่อ activate บัตรเอทีเอ็มกะทางธนาคารก่อน โดยเค้าจะให้บอกรหัสที่เราได้ให้ไว้กับทางธนาคารตอนเปิดบัญชี (คือกูลืมไปแล้วไง ซวยล่ะตู) ประมาณอาทิตย์นึงว่างั้น สาดด นานไปไหน
ตอนนี้เพ่เอื้อยก็เลยออกไปไหนไม่รอด เพราะมีติดตัวอยู่แค่ 20$ ก็ได้แต่ร้องเพลงรอต่อไป และยากจะบอกว่าที่นี่ ไม่มีเครื่อง เอาเงินเข้าอัตโนมัติแบบบ้านเรา ต้องเขียนใบฝากอย่างเดียว อ่านะ บางทีก็แอบปลื้มในความเป็นประเทศกำลังพัฒนาของบ้านเราอยู่เนืองๆ
มาถึงเรื่องสุดท้าย ขอตั้งชื่อเรื่องว่า ออสเตเลีย ประเทศที่ไม่มีที่ฉีดตูด
เชื่อหรือไม่เราได้ทำการตะเวนหาทั่วทั้ง Melbourne ทั้งร้านขายปลีกและขายส่ง เครื่องสุขภัณฑ์ ไม่มีที่ใด ที่มีสายฉีดล้างก้นเลย แม้แต่กระทั่งร้านที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ คือถ้าร้านนี้ไม่มีก็ไม่ต้องไปหาที่ไหนแล้วล่ะ มันเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อมากๆ ก็ครั้งล่าสุดที่ไปหาซื้อ เจอพนักงานคนนึง เค้าก็ดีมากๆ เข้ามาถามว่าหาอะไร เราก็อธิบายไป เค้าก็แบบ เออ เสียใจด้วย คือ แต่ก่อนมันเคยมีนะแต่เดี๋ยวนี้เค้าเลิกผลิตไปแล้ว โดยแนะนำให้เราไปดูหัวฉีดแผนกตกแต่งสวนแทน (เอ่อ คือใจคอมึงจะให้กูใช้หัวฉีดพลังเทอร์โบที่เอาไว้รดน้ำต้นไม้ แถมปรับขนาดความแรงของน้ำได้อีก เอามาฉีดตูดส์กูเนี่ยน่ะ …. ประทานโทษมึงเอาติ่งตรงไหนคิดเนี่ย กลับบ้านไปกินรำไป )
อีกคนนึงก็เข้ามาสบทบ โดยเล่าให้ฟังว่า เนี่ยเค้าเคยไปเที่ยวประเทศๆนึงมา ประเทศเนี่ยดีมากๆเลย มีที่ฉีดตูดทุกที่เลย ตั้งแต่ในโรงแรมยันห้องน้ำสาธารณะ ประเทศดังกล่าวมีชื่อว่า “ประเทศไทย” ใช่แล้ว และตูเนี่ยก็เป็นหนึ่งคนที่มาจากประเทศที่มีที่ฉีดตูด และตอนนี้ก็กำลังอารมณ์เสียตามล่าหาซื้อที่ฉีดตูดส์อยู่ สรุปเสียเวลาเปล่า ก็เลยโทรบอกให้มารดาส่งมาให้ ตอนบอกแม่ แม่ก็งงๆ เหมือนกันอ่ะ ถามเอาอะไรไหมลูก อยากได้อะไรเพิ่มไหม “ เอาแม่ เอาที่ฉีดก้นหนึ่งอัน ส่ง EMSมาให้เอื้อยด้วย อย่างด่วนค่ะ !!!!” กระเหรี่ยงน้อย ณ.แดนจิงโจ้เอ่อ คือจู่ๆคอมก็ดับไปอย่างไม่มีเหตุผล หลังจากพิมพ์ไปได้ครึ่งหน้า แล้วด้วยความฉลาด คือไม่ได้เซฟไว้ไง อารมณ์เสียเลย สรุปเอาเป็นว่าตอนนี้กระเหรี่ยงน้อยก็อยู่แดนจิงโจ้มาได้อาทิตย์นึงพอดี โดยรวมก็โอเค แต่ที่นี่หนาวอิ๋บอ๋าย ย้อนไปวันนี้เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วจำได้ว่ายังนั่งลุ้นตัวโก่ง ตูดไม่ติดเบาะอยู่ในรถว่ากรูจะตกเครื่องหรือเปล่า แต่ในที่สุดก็มาถึงแบบเส้นยาแดงผ่าแปด แถมลมแทบใส่เมื่อเห็นน้ำหนักบนตราชั่ง โอ้วพระเจ้า สามสิบสามกิโล นี่กูขนบ้านมาเหรอ ตอนชั่งที่บ้านว่ามันไม่ถึงนี่หว่า งานนี้ก็โกยของออกมันตรงนั้นอ่ะคร้าบ ขนาดนี่เค้าปรานีให้เพิ่มอีก สามโลแล้วนะ (บวกของเราที่จ่ายเพิ่มไปอีกห้ากิโล) สรุปก็ต้องพึ่งใบบุญคุณตุ้ยอีกตามเคย ที่จะต้องเป็นธุระส่งของที่เหลือมาให้ ซึ่งก็หนักเอาการอยู่ ก็อยากจะขอบคุณทุกๆคนมากๆนะที่มาส่งในวันนั้น นก กะ หวาน ขอบใจมากนะแกอุตส่าห์ มาถึงตั้งแต่ห้าโมง มาด้วยใจจริงๆ แถมไปเล่นกะลูกชาวบ้านเค้าอีก ตุ้ย ขอบคุณอีกครั้งสำหรับทุกๆอย่าง (หนีไม่พ้น ต้องพึ่งตัวเองทุกทีเลย ฮี่ๆๆ) ก้อย เบญ อู๋ ขอบใจมากๆนะแก ถ้าไม่มีพวกแกฉันก็ไม่รู้จะผ่านช่วงแย่ๆตอนนั้นมาได้ไง กราบขอบพระคุณ ป้าอ้อ น้าเอ๋ และคุณแม่ ที่ขับรถมาส่ง ทั้งๆที่ไม่รู้เลยว่าจะกลับยังไง เรียกว่าลุ้นทั้งขาไปและขากลับ แล้วก็คุณนายหยก กะเพื่อนเกย์ ที่Take care เราอย่างดีบนเครื่อง เรียกว่าขึ้นไปแล้วไม่มีช่วงให้เหงาเลย เพราะคุณนายเล่นเสริฟ์ของกินให้เพื่อนตลอด งานนี้ของฟรีเพียบ เราจองตั๋วไปแบบไม่มีอะไรเลย ยกเว้น VDO on demands แต่กลับได้ทุกสิ่งอย่างที่เค้าเสริฟ์บนไฟลท์ เริ่ดดดดคร่า (แล้วอาทิตย์ที่ 31 เจอกันนะแก ) ก่อนขึ้นเครื่องก็บ่อน้ำตาแตกกันไป ว่าจะไม่ร้องแล้วเชียว แต่คุณนายนกปล่อยโหมาแต่ไกล งานนี้เลยร้องตามกันใหญ่ เฮ้อ ซึ้งๆ อยากบอกว่าฉันรักพวกแกทุกคนนะเว้ย ดูแลตัวเองด้วย แล้วจะส่งข่าวไป งานนี้คงเหงา ไม่มีอีเหาโทรมาครวญครางตอนกลางคืน ไม่มีนกมาพูดย้ำคิดย้ำทำ หรือเจ๊ก้อยคอยบ่น ส่วนหยกก็ คงไม่ได้ยินประโยคเด็ด “เออ มึงกูอ้วนว่ะ จบ”
แต่เอาน่า เวลาเดินแป๊บๆ เดี๋ยวก็ผ่านไป มาถึงนี่ได้สามวัน งานก็เข้าซะแล้ว เรื่องของเรื่องไปกินข้าวที่ร้านอาหารไทย แล้วด้วยความที่ปากดี ตอนจ่ายเงินก็ถามเค้าไปว่า ที่นี่ยังรับคนเพิ่มอยู่ไหม คือถามเล่นๆ ไม่คิดว่าพี่แกจะเอาจริง เค้าก็แบบ โอย ตอนนี้อยากได้คนมากๆเพราะว่าคนที่ทำอยู่กำลังจะกลับเมืองไทย แล้วอยากได้คนที่พูดภาษาอังกฤษได้ เพราะจะได้ไม่ต้องเสียเวลาเทรน โดยเค้าก็ขอเบอร์เราไป (ได้ข่าวว่าวันนั้นเพิ่งซื้อเบอร์มาสดๆร้อนๆ) แล้วบอกว่าจะติดต่อมา สะดวกทำงานได้วันไหน เราก็บอกไป จันทร์ – ศุกร์ เพราะไม่อยากทำวันเสาร์ – อาทิตย์ พอถึงบ้านปุ๊บ เพิ่ง Register SIM card ทางร้านอาหารก็โทรมาปุ๊บ บอกว่าพรุ่งนี้ (วันจันทร์) ให้เข้ามาเทรนงานได้เลย ทำตั้งแต่สี่โมงครึ่ง ถึงสี่ทุ่ม (ช่วงเทรน) ถ้าทำจริงก็ถึงประมาณสี่ทุ่มครึ่ง วันแรกไปก็ทำหมด ตั้งแต่ถูร้าน จัดโต๊ะ เช็ดจาน แก้ว ช้อน ส้อม (เออ นี่กูฝึกงานที่ Salaya Pavilion อยู่อ่ะป่าวว่ะ ) ที่นี่พนักงานทุกคนเป็นคนไทยหมด ยกเว้น Managr เป็นชาติผิน (คือเรื่องของเรื่องเจ๊แกเป็นแฟนกะลูกของเจ้าของร้าน ) อาเฮียลูกเจ้าของร้าน ชื่อเล่นไทยชื่อตั้ม แต่อยู่นี่ชื่อ Dannel ตูละกลุ้ม โดยรวมๆทุกคนก็niceดี แถมงานนี้ได้กินอาหารไทยฟรีทุกวันด้วย ห้าๆๆ เพราะก่อนร้านเปิดเค้าจะให้กินข้าว ก็กินได้ไม่อั้น แต่ก็ใช้งานคุ้มอ่ะ ช่วงเทรนเราได้วันละ 20$ แต่พอพ้นช่วงเทรนแล้วก็จะได้วันละ 50$ ค่าทิปก้อหารกัน ตกวันนึงก็ทำประมาณหกชั่วโมง แต่ช่วงยุ่งจริงๆก็ประมาณสามชั่วโมง (ช่วงหัวค่ำ) ถึงแม้ว่าเงินจะต่ำกว่าเรตมาตรฐานของที่นี่มาก แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรทำเลย ที่สำคัญใกล้บ้านด้วย เดินไปยี่สิบนาทีก็ถึง เรากะว่าคงทำไปสักพัก อย่างน้อยเอาเงินไว้เป็นค่า ขนมก็ยังดี เพราะที่นี่อะไรๆก็แพงไปหมด เดี๋ยวกะว่าถ้าที่บ้านความเจริญเข้าถึง (มี Internet ) ค่อยหางานที่มันจริงๆจังๆอีกที รวมถึงเรื่องเรียนด้วย พอไม่มีเน็ตอะไรๆก็ลำบากไปหมด กว่าจะได้เล่นที ต้องแบกคอมไปร้านกาแฟแถวบ้าน แถมมันยังจำกัดชั่วโมงอีกต่างหาก ( โอ้ละน๋อ ประเทศที่พัฒนาแล้ว )
ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปเล่นสกี ใจจริงก็ไม่ค่อยอยากไปหรอก ลำพังอยู่นี่ หิมะไม่ตก ยังหนาวขมิบตูดส์ขนาดนี้ นี่ให้ขึ้นไปเล่นสกี มีแต่หิมะ และ หิมะ เอ่อ กระเหรี่ยงน้อยหนาว แต่เนื่องจากมันไปกันหมดบ้าน อีกอย่างนึง ไหนๆก็มาแล้ว เพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่วงศ์ตระกูล ขอไปเล่นสกีกะเค้าสักครั้งนึงในชีวิต
เริ่มเคลื่อนพลวันศุกร์บ่ายแก่ๆ กว่าจะรวมตัวได้ครบ แม่เจ้าโว้ย เล่นเอาเหนื่อย อีเจ๊อีกคนก็คนของไปซะยังกะจะไปอยู่เป็นเดือน แทบจะต้องขี่คอกันไปในรถ สามชั่วโมง อีเอื้อยเริ่มจิตตก เนื่องจากตอนนี้ตะคริวกิน รามมาถึงปากกูแล้ว หนาวก็หนาว ไม่รู้เมื่อไหร่จะถึง หงุดหงิด หิวก็หิว ตอนนี้อารมณ์เริ่มอยากกลายร่างกินหัวคนข้างๆ
ในที่สุดก็ถึง(ซะที) อากาศข้างนอกก็ไม่หนาวเลย แค่ลบสององศา ( เน้น ลบ สอง) ตอนนี้ตดเป็นไอแล้ว หันไปดูเสื้อหนาวที่ขนมา อยากจะเอาไปเผาทิ้ง ไม่ได้ช่วยให้กรูอุ่นเลย หลังจากจัดแจง แย่งห้องนอนกันได้สำเร็จ ก็ออกไปหาอะไรกินกัน คุณเพื่อนหนึ่งนางเกิดคัน อยากรู้ว่าผับที่นี่เป็นอย่างไร ( บรรยากาศ อารมณ์เหมือนเราไปบ้านพักตากอากาศตามต่างจังหวัด) เอาว่ะ ในเมื่อเสนอมาก็จัดไป งานนี้กูเกิดเลย แต่ละคนที่เข้ามาหน้าน้องๆโจร มีอาสาจะพาไปส่งด้วย ไอ้เราก็มองออกไป เห็นแมงกะไซด์มันจอดอยู่ จะบร้าเหรอ หนาวขนาดนี้ให้ซ้อนมอไซด์ ถึงไม่หนาวกูก็ไม่ไปกะมึง กูกลัวมึงเอาไปฆ่าหมกป่ายูคาลิปตัส
ส่วนคนตัวตั้งตัวตี มันชิ่งกลับตั้งแต่ยี่สิบนาทีแรก กว่าจะถึงบ้านพักก็เกือบตีหนึ่ง ได้ข่าวว่ารุ่งขึ้นต้องตื่นตั้งแต่หกโมง เพราะต้องขับรถขึ้นไปบนเขา เนื่องจากว่าถ้าพักข้างบนเลย ราคามันแพงมาก พวกเราชาวงบน้อยแต่อยากเที่ยว ก็เลยต้องใช้วิธีหาบ้านตีนเขา แล้วขับรถขึ้นไป ก็ขับไม่นานหรอกแค่ชั่วโมงกว่าๆเอง ทางก็ เอ่อ ให้ฟิวเหมือนตอนไปปาย มันจะโค้งเยอะไปไหน ขาขึ้นไม่เท่าไหร่ ขาลงเนี่ยซิ แทบอยากจะคืนของเก่า พอขึ้นไปถึงแล้ว เรายังคงหยั่งเชิงดูก่อน โชคดีที่เพื่อนมันเอาเสื้อกะกางเกงมาเผื่อ ไม่งั้นต้องเช่าเค้า เสียตังค์อีก เรื่องเยอะ ตกบ่ายก็เลยตัดสินใจว่าจะลองเล่นดู แหม ไหนๆก็มาถึงที่แล้วเน้อ ก็เลยขอยืม เสก็ตบอรด์ของเพื่อนไป ก็ไถขึ้นไถลง คือมันดูเหมือนง่ายไง แต่เอาเข้าจริงอยากโคตร เพราะว่าหิมะมันลื่น เราจะทรงตัวยังไง หยุดยังไง อีกอย่างเวลาเลี้ยวด้วย คือที่นี่เค้าจะแบ่งเป็นโซนๆ Beginner แล้วก็ไล่ระดับความยากไปเรื่อยๆ ยิ่งLevel สูงๆ ทางก็จะชันมากๆ เราก็ไถอยุ่ตรงโซน Beginner อ่ะไม่ไปไหน ล้มลุกคลุกคลานอยู่ แต่ก็สนุกดี รุ่งขึ้นอีกวันก็เริ่มห้าวหาญ คราวนี้อยากลองสกีดูบ้าง เพราะดูท่าทางจะง่ายกว่าบอรด์ อีกอย่างมีไม้ค้ำด้วย คงไม่น่ายาก คนที่นี่พอลูกเริ่มหัดเดินได้ เค้าก็จะเอามาหัดเล่นสกีเลย เรียกว่าเดินยังไม่ทันแข็งก็ใส่รองเท้าสกีแล้ว เพราะเค้าบอกว่าถ้าฝึกตอนเด็ก มันจะได้ไม่กลัว โห ขนาดเด็กสี่ขวบยังเล่นได้ แล้วนับประสาอะไรกะเรา คือตอนแรกคิดแบบนี้ไง พอเช่าอุปกรณ์เสร็จปุ๊บ ไปลองเล่น เริ่มเปลี่ยนความคิด มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ขาขวาไปทาง ขาซ้ายไปทาง แล้วไอ้ไม้ค้ำที่ตอนแรกนึกว่าจะช่วย คือมันก็ช่วยจริงๆอ่ะ ช่วยให้ล้ม มากกว่า วันนั้นทั้งวัน ตั้งแต่เก้าโมงเช้า ถึงบ่ายสามไม่รู้ว่าเราล้มไปกี่ครั้ง นับไม่ถ้วน อยากสุดก็ตรงเวลาที่ล้มแล้วต้องลุกขึ้นยืนเนี่ยแหละ เพราะว่าสกีมันก็ยาว จะงอเข่าลุกขึ้นมาเลยก็ไม่ได้ อีกอย่างกว่าจะทรงตัวได้ก็แทบแย่ เรียกว่ากลับมาถึงบ้าน น่วมไปทั้งตัว รุ่งขึ้นก็เขียวเป็นจ้ำๆ เป็นลายแลดูสวยงาม มีทุกสีตั้งแต่เขียวยันม่วง ไล่กันไป ….. เข็ดไปอีกนาน
เอ่อ รีบบอกไป ตอนที่มาถึงที่นี่ วันที่สอง เพื่อนก็พาไปดู Dingo Farm หลายคนอาจจะงง ว่าDingo คือตัวอะไร มันคือหนึ่งในสัตว์ประจำชาติของออสเตเลีย โดยมากคนจะรู้จักจิงโจ้ กะ หมีโคอล่า เป็นหลัก Dingo ถ้าจะให้ถูกต้องตามหลักแล้ว มันก็มีเชื้อสายมาจากหมาป่า แต่ตอนนี้กะลังจะสูญพันธ์ แล้วที่ๆเราจะไปเนี่ย เค้าทำเป็นฟาร์มเพื่ออนุรักษ์ ที่สำคัญตอนนี้มันมีลูกหมาออกมาหนึ่งครอก พอดีเพื่อนเราเป็นสมาชิกของที่นี่ เวลามีลูกหมาคลอดออกมา ทางฟาร์มเค้าก็จะส่งข่าวมา ว่าให้เค้ามา เยี่ยม มาเล่นกะลูกหมาได้ โห พอได้ฟังเราก็นึกภาพ ต้องน้องๆไซบีเรียนแน่ๆเลย สืบเชื้อสายมาจากหมาป่าด้วย ท่าทางไฮโวดูดีมีชาติตระกูล ก็ขับรถกันไปสองชั่วโมง จากบ้านมาถึงที่นี่ พอถึงก็มีหมาสีดำหนึ่งตัว (ดูไกลๆเหมือนแกะผสมกะม้า) เป็นแผนกตอนรับ พอเราลงจากรถพี่ท่านก็เอาหน้ามาซุกเป้าเลย (เฮ้อ ชื่นใจ) หนึ่งฟอด เป็นการทักทาย จากนั้นก็ขึ้นไปพบเจ้าหน้าที่ ที่เป็นเจ้าของ จากนั้นก็ลงไปที่ฟาร์มเพาะเลี้ยง (ตื่นเต้นๆ จะได้เห็น ดิง ………..เอ่อ โก แล้ว ) แล้วฝันก็สลายเมื่อเจ้าหมาดิงโกที่ว่า ที่แท้ก็หมาวัดบ้านกูดีๆเนี่ยเอง โอย เจ๊อยากตาย หมด หมดกัน ไซบีเรียน เชื้อสายหมาป่า ไม่ต้องถ่อมาถึงออสเตเลีย กูก็ดูได้ ตลอดระยะเวลาที่เราอยู่ที่นั่นก็จะมีอาสาสมัครหนึ่งคนคอยประกบพวกเราตลอด พี่แก ก็จะพล่ามๆๆๆๆๆๆๆ และพล่าม ถึงประวัติโคตรเง่าของดิงโก้ ว่ามันสูงส่ง สืบเชื้อสายมาเป็นพันๆปี (ดูยังไงๆ ก็หมาวัดว่ะ แถมบางตัวกะลังนั่งเกาเห็บแกร็กๆๆ เออ ใช่เลย) เราก็เอารูปในกล้องที่เราไปทำบุญบ้านน้องหมาพิการให้หนึ่งในอาสาสมัครดู หนึ่งในนั้นอุทานว่า มันช่างคล้ายดิงโก้ของเราจริงๆ T^T เอือม !!!
เรียกว่าหมาเฉยๆก็ไม่ได้นะ ต้องเรียกว่าหมาป่า หมาป่าก็ต้องกินเนื้อช่ายม่ะ แล้วดิงโก ที่นี่กินอะไร กินเพ็ดดีกรี เจริญ ถึงเวลาเล่นกะลูกหมา ตอนมาถึงแต่งอย่างสวย ไม่ถึงห้านาที (นึกภาพลูกหมาสิบตัวรุมทึ้ง) ทั้งโคลน ทั้งอะไรต่อมิอะไร โอยเต็มไปหมด เปรอะโคลนตั้งแต่เท้ายันหน้า เอ่อ น่าจะเป็นจากหัวจรดเท้ามากกว่า ขากลับสองข้างทางเผอิญมันเป็นทุ่งหญ้า เราก็เลยได้มีโอกาสเห็นฝูงจิงโจ้ โดดดึ๋งดั๋ง เย้ !! ในที่สุดก็ได้เห็นจิงโจ้เป็นๆแล้ว กะลังชื่นชมกับความน่ารักของจิงโจ้กันอยู่ เพื่อนคนนึงก็พูดขึ้นมาว่า “เฮ้ย แกฉันอยากกินเนื้อจิงโจ้ว่ะ เย็นนี้กลับไปกินกันเหอะ”
ทุกคน………………….. เงียบ (โคตรทำลายบรรยากาศเลย)
August 10 วันเกิดกระเหรี่ยงน้อย08.08.08
วันนี้เป็นวันดี เพราะเป็นวันเปิดกีฬาโอลิมปิกที่จีน (ไม่เกี่ยว) จริงๆคือมันเป็นวันเกิดของเราเอง กรู้ววววว
ปีนี้ไม่อยากบอกอายุเลย รู้สึกแก่ยังไงม่ายรุ ยี่สิบสี่แล้ว (เฮือกเลยตู) ปกติ เวลาจะถึงวันเกิดนี่ ตื่นเต้นมาก ตั้งตาคอย เดี๋ยวนี้ เอ่อ คือแม่งอยากให้ปีนึงมันวนสักสองรอบแล้วค่อยเกิดอีกที ก็ถือโอกาสอวยพรตัวเองเลยละกัน ขอให้มีแต่สิ่งดีๆเข้ามาทั้งตัวเราและครอบครัว เป็นโล้เป็นพายซะทีปีนี้ (สาธุ) เนื่องจากปีนี้ครบสองรอบพอดี ฟิตจัดไปจ่ายของใส่บาตรเอง กลางคืนก็นอนไม่ค่อยหลับ กระสับกระส่าย ไม่ใช่ว่าตื่นเต้นอะไรหรอกนะ แต่ประเด็นคือหายใจไม่ออก อาการหวัดยังไม่หายดี กว่าจะข่มตาหลับได้ปาเข้าไปตีสาม อีกสองชั่วโมงก็ต้องตื่น นอนตบตีกะกิเลสในหัวอยู่พักใหญ่ว่าจะตื่นไปใส่บาตรดีไหม หรือจะรอเป็นอีกวัน นอนพลิกไปพลิกมาเลยตัดสินใจลุกไปใส่บาตรดีกว่า วันเกิดทั้งที อีกอย่างไม่อยากเป็นคนผลัดวันประกันพรุ่งด้วย แต่ฟ้าฝนดั้นไม่เป็นใจ (เพ่ เอื้อยใส่บาตรทั้งที ฝนตกเลย ) ก็ลงมาอุ่นอาหารอะไรเสร็จสรรพ ก็รอๆๆพระ ว่าเมื่อไหร่ท่านจะมา หกโมงครึ่งแล้วสงสัยคงไม่มาแล้วล่ะ อีกอย่างฝนตกด้วย ท่านคงเดินบิณฑบาตลำบาก ก็เอาอาหารเข้าตู้เย็น แล้วก็มานั่งสลึมสลืออยู่ตรงโซฟา สักพักก็เห็นอะไรเหลืองๆแว่บผ่านหน้าไป ด้วยความเร็วสูง พระคร้าบ พี่น้อง โห งานนี้โกยเปิดตู้เย็นแทบไม่ทัน วิ่งออกไปก็เห็นหลังท่านเดินไปลิ่วแล้ว เอาไงดีอ่ะ ก็เลยตัดสินใจขับรถตาม แถมปาดหน้าท่านอีกต่างหาก อานิสงแรงกล้ามาก แต่ประเด็นคือท่านมาบิณฯ องค์เดียว แล้วเราเตรียมของมาสามสำรับไง ไหนๆก็ไหนๆแล้ว เลยขับรถออกไปตระเวนหาพระ ฝนก็ตก สรุปก็ไปเจออีกสองรูป กำลังจะเดินกลับวัด จากนั้นก็ขับกลับบ้าน วันนี้รู้สึกอิ่มบุญจัง จากนั้นก็ขึ้นไปนอนต่อ ตื่นมาอีกทีสิบโมงกว่า วันนี้อากาศดีน่านอนทั้งวัน ก็เลยอืดทั้งวัน ตกเย็นพ่อกับแม่เอาของขวัญมาให้ แล้วก็ออกไปกินข้าวกัน ที่ร้าน Maria ตรงพระรามห้า ตอนไปนั่งที่โต๊ะก็ไม่ได้สังเกตหรอกว่า เป็นโต๊ะเบอร์แปด ตรงกะวันเกิดเราพอดี พอกินเสร็จเค้าก็ให้เอาใบเสร็จไปจับรางวัล เนื่องจากทางร้านครบรอบสองปี เลยมีการคืนกำไรให้ลูกค้า ตอนจับก็ไม่ได้คิดอะไร ยังพูดเล่นๆกับแม่เลย นี่ถ้าจับใต้ตู้เย็นทำไงเนี่ย ปรากฏว่าได้จริง ได้ข่าวว่าเราคนจับ แต่คนแกะ (ที่เป็นพนักงาน) ตื่นเต้นกว่าเราอีก งานนี้เกิดเลย คนทั้งร้านหันมาดู มีการถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน วันนี้นี่มากะดวงจริงๆ พลอยทำเอาคนที่จับต่อจากเราโชคดีไปด้วย ได้โฮมเทียเตอร์ไป (เอ่อ คือขอแลกได้ไหม อิอิ) ตอนได้มันก็ดีใจอยู่หรอก แต่จะขนกลับไปยังไงเนี่ยซิ ประเด็น เหมือนว่าทุกอย่างจะเป็นใจ พอดีพ่อเอารถกะบะจากที่ทำงานมา (ร้อยวันพันปีก้อไม่เคยเอามา) เราก็เลยขับรถกลับบ้านเพื่อไปเปลี่ยนรถแล้วก็กลับมาเอาตู้เย็นอีกที พนักงานออกมาส่งกันทั้งร้าน เรียกว่างานนี้คุ้มครับ กินข้าวแถมตู้เย็น (แต่จะเอาไปตั้งที่ไหนเนี่ยดิ สรุปที่บ้านมีตู้เย็นสามตู้แล้ว มีสามชิกสามคน คนละตู้) แม่ก็เอาเลย ยิกๆ จะให้เราซื้อหวยให้ เห็นดวงกะลังขึ้น แต่ไปถึงปรากฏเค้าเก็บไปแล้ว ก็ปิดฉากวันเกิดอันแสนสุขด้วยการขนตู้เย็นเข้าบ้าน (ด้วยความทุลักทุเล) โดยมีวอดก้าคอยเดินต้อนหน้าตอนหลัง อย่างใกล้ชิด
PS. ขอบคุณคุณพ่อคุณแม่นะค่ะ ที่ทำให้ลูกได้เกิดมาเป็นเวลาถึงยี่สิบสี่ปีแล้ว เอื้อยสัญญาว่าจะเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ จะไม่ทำให้ผิดหวังค่ะ ขอบคุณเพื่อนๆทุกคนสำหรับทุกๆ Message และคำอวยพร ที่ส่งมา Happy Birthday เรานะ ขอบคุณญาติๆสำหรับของขวัญ และอาหารสุดแสนอร่อย ขอบคุณตุ้ย สำหรับของขวัญ และก็ที่อุตส่าห์สละเวลามากินข้าวกะเราล่วงหน้านะ (ช้านรู้ยะว่าเวลาหล่อนเป็นเงินเป็นทอง เวลาจะนอนยังแทบจะไม่มี) ซึ้งๆ August 09 บ้านสัตว์พิการปากเกร็ด2 สิงหาคม สองห้าห้าหนึ่ง วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่เราตื่นแต่เช้า (จริงๆคือปวดเข้) เนื่องจากว่ามีนัดกับเหล่าบรรดาสาวเอเชียน่า ว่าจะไปทำบุญที่บ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ ตรงปากเกร็ด ความจริงเราก็อยากไปมานานแล้ว แต่ติดอยู่ตรงที่ไม่รู้ทาง (ทำเหมือนคราวนี้รู้ทางเยอะ) อีกอย่างก็ถือเป็นการทำบุญวันเกิดล่วงหน้าไปด้วยในตัว ทุกปีทำกะคน ปีนี้ขอทำกะน้องหมา และ น้องแมวบ้าง นัดเจอกันตอนสิบเอ็ดโมงครึ่งที่โลตัส สาขาแจ้งวัฒนะ อยู่ส่วนไหนของกรุงเทพ เรายังไม่รู้เลย ทีแรกกะว่าจะให้พ่อไปส่ง คิดไปคิดมา เอารถไปเองดีกว่า สะดวกกว่า ก็ไปแบบทั้งๆที่ไม่รู้ทางเนี่ยแหละ มีเพียงกระดาษแผนที่(ง่อยๆ) หนึ่งแผ่น กะคนขับสมองกลวงอีกหนึ่งคน (คือตูเอง) แล้วทุกอย่างก็เป็นไปตามคาด คือ กูหลง!!!! หลงแบบชนิดที่ว่า หลงชิบหาย คือแผนที่เวรไม่ได้ช่วยให้ความกระจ่างอะไรเลย แล้วประเทศไทย ป้ายจะเป็นอะไรมากไหม ถ้าเมิงคิดจะทำ ก็ทำให้มันตลอดเสะ ม่ายช่ายขับๆตามมาอยู่ดีๆ แล้วก็ทิ้งกันดื้อๆ ป้ายหายซะงั้น หายตรงไหนไม่หาย ดั้นมาหายตรงสี่แยกพอดี งานนี้ก็เดือดร้อนโทรหาเพื่อนก้อย เนื่องจากว่ามันเป็นทำเลแถวร้านเก่ามัน เพื่อนก็น่ารัก บอกให้เราขับตรงไปอย่างเดียว “ เอื้อย เดี๋ยวมึงขับตรงไป จนสุดเลยนะ ขับจนแบบว่ามันตรงไม่ได้แล้วอ่ะ (คือประเด็นมันต้องขับเลียบคลองประปาไง ไอ้เราก็นึกว่าให้ตรงจนสุดคลองประปา แต่ก็ไม่ได้รู้เรื่องเลยว่าคลองประปาเนี่ยมันยาวววววว เป็นกิโล) จากนั้นแล้วมันจะบังคับมึงเลี้ยวขวานะเว้ย” ไอ้คนขับก็ควายได้อีก เค้าให้ตรงอีนี่ก็ตรงทื่อมะลื่อ ดุ่ยๆ ไม่คิดชีวิต กะว่าถ้าสุดถนนมันอยู่ที่พม่ากูก็คงไปพม่าแล้ว ป้ายเป้ย ไม่ได้แหกตาดูข้างทางเลย ตะพรึดตะพือ ตรงไป ทางลูกรังกูก็ยังจะอุตส่าห์ขับฝ่าเข้าไป สภาพรถแมร่งยังกะไปแข่งแรลลี่มา พอเห็นสองข้างทาง เราก็เริ่มเอะใจ อืม ไม่น่าใช่แล้วล่ะ คือสังเกตุจากสภาพแวดล้อมด้านข้าง ไม่น่าจะมีโลตัสมางอกอยู่แถวนี้ ก็เลยโทรหาเพื่อนเลิฟอีกที เพื่อนก้อยเห็นท่าไม่ดี (ไม่น่ารอด) เลยป้ายขี้ไปให้คุยกะอดีตคุณแฟน และพี่วิทย์น่ะเอง คือผู้ที่ชี้ทางสว่างให้แก่เรา ตอนนี้เอื้อยอยู่ไหนแล้วเนี่ย คือพี่เอื้อยตรง เลียบคลองประปามาเรื่อยๆ (ตามที่ก้อยบอก) จนทางมันกลายเป็นดินลูกรังสีแดงๆแล้วอ่ะ โอย………. ไม่ใช่แล้ว กลับรถเลย เอื้อยกลับรถนะ แล้วขับตรงลงมาให้คลองมันอยู่ทางซ้าย แล้วเลี้ยวซ้าย มันจะมีแยกใหญ่ๆเลย (เน้นเสียงด้วยว่าแยกใหญ่มาก) เขียนว่าไปหลักสี่ นั่นแหละ ให้เอื้อยเลี้ยวซ้าย โลตัสจะอยู่ซ้ายมือ ขับไปนิดเดียว อ้าวแล้วนี่ตอนขับมาไม่เห็นป้ายโลตัสเหรอ ออกจะใหญ่ (เอ่อ ตอกย้ำความโง่กูอีก) คือไอ้แยกที่พี่บอก เอื้อยเลยมาประมาณ สามสิบนาที ที่แล้วอ่ะพี่ คือ………. อารมณ์เสีย น้ำมันเติมมาสี่ร้อย ฮวบเลย จะถึงขีดแดงอยู่รำล่อ สรุปถึงโลตัสเที่ยง ออกจากบ้านมาตั้งแต่สิบเอ็ดโมง ถ้าไม่มัวไปหลงก็คงถึงตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงก่อนหน้านั้นแล้วอ่ะ นี่ถ้ากูใจไม่รักน้องหมา อยากมาทำบุญจริง คงแม่งจิตตกถอดใจตั้งแต่ต้นแล้วล่ะ เรียกว่างานนี้มาด้วยใจ
คณะบุญวันนี้ก็ประกอบด้วย เอื้อย พัตเตอร์ พลอย กะโอปา เกตุกะต่อ แล้วก็เอื้อง (ซึ่งยังงงอยู่ว่ามันจะมาทำไมฟร่ะ มาเจอที่โลตัสแล้วก็กลับ เพื่อ ???)
เจอกันยังไม่ถึงห้านาที คุณเพื่อนบอกว่า ไปแมคโครเหอะมึง ไปซื้อของที่นั่นดีกว่า อืม….. อาเมน สรุปก็ดั้นดนไปถึงแมคโคร ก็ซื้อข้าวซื้อของ ทั้งของใช้ ของกิน ทั้งแห้งและสด สิริรวมเวลากว่าจะไปถึงบ้านน้องหมาปาเข้าไปเกือบบ่ายสอง ระหว่างทางไป ถ้าไม่หลงก็ไม่ใช่พี่เอื้อยของแท้ (รับประกัน หลงทุกงาน) ขนาดให้พัตเตอร์นั่งดูแผนที่ ก็ยังหลง เหมือนเอาคนตาบอดมาช่วยดูทางให้คนหูหนวก อารมณ์ยังไงยังงั้นเลย ก็เลยใช้วิธีถามทางเค้าเอา แต่ก็นะ ในที่สุดก็มาถึงจนได้ พอมาถึงก็หายเหนื่อยอ่ะ มีเจ้าหน้าที่ออกมาต้อนรับ (ทั้งคนทั้งหมา) ของสดที่ซื้อมาก็เป็นพวกไส้กรอด ลูกชิ้นปลา ลูกชิ้นเนื้อ ซื้อมาเยอะมาก กะเอามาป้อนน้องหมากัน คุณชายแผนกต้อนรับ ก็คาบนำลิ่วเลยถุงนึง กะงานนี้เปรมแน่กู ปรากฏได้กินอยู่ไม่กี่อัน เพราะหมอสั่งให้คุมน้ำหนัก เนื่องจากขาหลังเค้าเสีย ( ว่าไปแล้วก็น่าสงสาร พี่เค้าเล่าให้ฟังว่า ที่ขาเค้าเสียเพราะว่าเจ้าของ เลี้ยงขังเอาไว้ ไม่ยอมปล่อยให้เค้าได้เดินหรือวิ่งเล่นเลย อาหารก็ไม่ให้ ตอนเจอนี่คือสภาพหนังคุ้มกระดูก จะตายมิตายแหล่แล้ว เค้าก็เอามารักษา ทำกายภาพหัดเดิน จนเค้าเริ่มเดินได้ ซวยซ้ำสองของสายฟ้า ( ชื่อหมา) ดั้นไปกินสารผิดเข้าไป คาดว่าน่าจะเป็นยาฆ่าแมลง หวิดตายรอบสอง ทั้งอ้วกทั้งถ่ายเป็นเลือด ต้องมานั่งหัดเดิน ทำอะไรใหม่กันอีกรอบ ) แต่ต้องขอบอกนับถือน้ำใจเจ้าหน้าที่ ที่นี่ทุกคน เพราะต้องทำด้วยใจรักจริงๆ สัตว์ที่บ้านนี้ส่วนใหญ่จะเป็นสัตว์ที่พิการ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ส่วนพวกที่ดีๆ ตอนนี้เค้าย้ายไปอีกที่ ตรงบางเลน เนื่องจากว่าที่นี่รับได้ไม่หมด บวกกับสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยด้วย เรากะว่าถ้ามีเวลาก็จะไปเยี่ยมที่บางเลน เพราะใกล้บ้านมากกว่า
พอไปถึงเค้าก็จัดแจงเอาลูกชิ้น ไส้กรอกที่เราซื้อมาใส่ชาม พร้อมกะไม้จิ้มหนึ่งอันต่อหนึ่งกาละมัง แล้วเราก็เดินจิ้ม ป้อนไปที่ละกรงๆ สภาพที่เห็นคือน่าสงสารมากๆ บางตัวโดนตีจนหลังหัก เดินไม่ได้ บางตัวโดนรถทับ ที่ตาบอดก็มี โห มันบรรยายไม่ถูกจริงๆอ่ะ เราก็ไม่เค้าใจนะว่าคนที่เค้าทำร้ายสัตว์พวกนี้ เค้าทำลงได้ยังไง จิตใจมันทำด้วยอะไรเนี่ย ถึงได้ใจร้ายโหดเหี้ยมขนาดนั้น บางตัวเป็นหมาสายพันธ์ดีเลยนะ แต่พอเลี้ยงๆไปเจ้าของเกิดเบื่อ ก็เอามาทิ้งไว้ที่นี่ คือทำเหมือนพวกเค้าเป็นสิ่งของ ถ้าคิดว่าจะเอาเค้าไปเลี้ยงแล้วก็เลี้ยงให้มันตลอด ไม่ใช่มาทำทิ้งๆขว้างๆ หรือถ้าไม่มีปัญญาก็ไม่ต้องสะเออะเลี้ยง เกลียดนักเชียวพวกที่เลี้ยงหมาแบบเอาหน้า ประมาณว่าเล็กๆก็น่ารักดี พอโตมาน่าถีบ ก็เลยผลักภาระให้คนอื่น คือมันเป็นความรู้สึกโกรธ ปนสงสาร โกรธคนที่ทำแบบนี้กะพวกเค้า สงสารหมาที่โดนมนุษย์สันดารต่ำ ย่ำยี่แบบนี้ คือหมาทุกตัวพอพวกเราเดินเข้าไป พอเห็นเราเอาอาหารไปป้อน บางตัวดีใจถึงขึ้นอึราดเลยก็มี (เข้เฉียดแขนตรูไปสองเซ็น) น่าเวทนามากๆ เรานะขอเชิญชวนเลย ใครที่อยากทำบุญไม่ต้องเอาเป็นของมาก็ได้ บริจาคเป็นเงิน ต่อชีวิตให้พวกเค้า วันนี้เราไป ไม่รู้สึกเสียดายค่าน้ำมัน หรือรู้สึกเสียดายเวลาที่ไปโง่ขับหลงอยู่เป็นชั่วโมง คือไปแล้วมันหายเหนื่อย มันชื่นใจ ตื้นตันใจ ถึงแม่รูจมูกจะสูญเสียการรับกลิ่นไปชัวขณะ!!! ต้องเข้าใจนิดนึง ว่าที่นี่มีแต่สัตว์ป่วย ทั้งกลิ่นอึกลิ่นฉี่มันก็คละคลุ้งไปหมด ถึงแม่เค้าจะทำอย่างสะอาดสะอ้าน แต่อ่ะนะ มันก็ต้องมีกลิ่นเป็นของธรรมดาอยู่แล้ว แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็น เพราะเดินป้อนไปสักพัก จมูกมันก็จะสามารถปรับให้ชินกะกลิ่นนั้นได้ เห็นน้องหมา กะน้องแมวที่นี่แล้ว นึกย้อนถึงหมาที่บ้าน โห ชีวิตแม่งเกิดมาโคตรสบายเลย นอนห้องแอร์ กินอาหารเม็ออย่างดี ยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม บางวันกินดีกว่ากรูอีก เบื่อๆก็ออกไปวิ่งเล่น คาบลูกบอล เซ็งหน่อยก็มานอนฟังเพลงบรรเลง ชีวิตมันจะสบายไปไหน อยากลากคอมันมาให้ดู ให้เห็น ว่ามีหมาที่เค้าลำบากกว่าเอ็งเป็นร้อยเท่าอีกเยอะ ( หัดสำนึกซะบ้างนะ) ตอนพูดกะมัน เหมือนทำท่าจะเข้าใจ สักพักลงไปนอนน้ำลายยืดหงายท้องให้เกาพุง พร้อมกับสายตาถามว่า เพ่เอื้อย วันนี้มีรายกิน วอดก้าหิวแว้ว??? เอ่อ สรุป ไม่ได้ฟังที่ตูพูดเลยช่ายไหม
จบประเด็น ไปนอนแหละ วันนี้นอกจากจะได้บุญแล้ว อาการภูมิแพ้ก็กำเริบด้วย ถ้าไม่รีบนอนอาจจะเป็นเราเนี่ยแหละ ที่ชีวิตจะเศร้าแทน ….. January 05 New year, new startหลังจากห่างหายจากวงการไปนาน (หลังจากพลัดวันประกันพรู่งมาหลายที วันนี้ก้อได้ฤกษ์สักที) ก่อนอื่นก้อต้องขอกล่าวคำว่า Happy New Year 2008 ปีๆนึงผ่านไปเร็วราวกับลมตดโดยเฉพาะปีนี้ มีความรู้สึกว่ามันผ่านไปเร็วเป็ฯพิเศษอาจจะเป็นเพราะมีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นกับเราภายในปีนี้ มีทั้งเรื่องดี (ซึ่งกูใช้เวลาคิดนานมาก คือมันมีด้วยเหรอว่ะ) แล้วก้อเรื่องไม่ค่อยดี (เอ่อ เพียบ) แต่เอาน่าขำๆ ถือซะว่าเป็นอีกบันทึกหน้านึงในชีวิต เอาอะไรกะมันมากมายคนเรา จริงม่ะ หาความสุขใส่ตัว โดยไม่ทำให้ใครเดือดร้อนเป็นพอ รวมๆวันนี้เราก้อจะมาดูว่าที่ผ่านมาหนึ่งปีมีอะไรเกิดขึ้นกับกระเหรี่ยงน้อยตนนี้บ้าง โดยรวมๆชีวิตปีนี้ก้อกระเรกระราด เปลี่ยนงานสองรอบ รับปริญญา ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ภาคภูมิใจ งืมๆๆแล้วมีอารายอีกหว่า เอ่อ คือเยอะมากมาย
ทุกวันนี้ก็กลายเป็นมนุษย์เงินเดือนขั้นเทพ ทำงานหามรุ่งหามค่ำ บางครั้งยังเคยคิดว่ากูทำงาน overloaded ไปป่าวว่ะ มีความรู้สึกชีวิตมันไม่มีสีสันอะไรเลย เช้าทำงาน กลางคืนเลิกงาน แหล่งบันเทิงใจก็เห็นจะหนีไม่พ้น เซ็นปิ่น กะเมเจอร์ (คือเดินจนเอียน เรียกว่าหลับตาเดินได้แล้ว) ยิ่งถ้าอาทิตย์ไหนโดนทำกะดึก นี่ยิ่งแล้วใหญ่ มีความรูสึกว่าวันๆมันช่างยาวนาน และไม่มีแก่นสารอะไรเลย นั่งดูพระอาทิตย์ตกดินไปวันๆ กว่าจะเลิกงานก้อปาเข้าไปสี่ห้าทุ่ม เอาจริงๆงานในส่วนของเรามันเสร็จตั้งแต่สามทุ่มแล้วล่ะ แต่อีกชั่วโมงครึ่งต้องนั่งรอพวกท่าน แต่งหน้า คุยโทรสับกะแฟน นินทาชาวบ้าน ฯลฯ ไม่ได้แหกตา หรือเห็นใจกูเลยว่ารอกลับบ้านอยู่ (ฮึ่มๆๆ คิดแล้วแค้น แต่ก้อเอาเหอะ) เรียกว่าตอนนี้ก้อลบคำสบประมาทตัวเองไปได้หนึ่งอย่าง คือเราทำงานผ่านโปรแล้ว เหลืออีกหนึ่งสิ่งท้าทายว่าจะอยู่ทำถึงหกเดือนได้หรือปล่าว (แต่ความหวังช่างรำไรเหลือเกิน) บอกตามตรงที่ฝืนใจแหกขี้ตามาทำงานทุกวันนี้ก้อเพราะอยากเจอเพื่อน ดีกว่านอนอยู่กะบ้านหายใจทิ้งไปวันๆ ท่องไว้ว่าเงินมันไม่ได้งอกมาจากดิน ถ้าอยากมี อยากเก็บก้อต้องออกแรงหามา (ซึ่งทุกวันนี้ที่หามาได้ กูก้อไม่เคยเหลือเก็บเลย เพื่อ???)
ตอนนี้ motivationในการทำงานเริ่มน้อยลง ไอ้ก้อยตัดช่องน้อย หนีไปแอร์เอเชีย แบบว่าไม่มีแนวโน้มมาก่อน โทรมาเมื่อสองอาทิตย์ก่อน วันศุกร์ไปตรวจสุขภาพ วันจันทร์โทรบอกผล วันพุธไปเทรน (พ่องเมิง รีบไปไหนเนี่ย) ตามติดด้วยคุณนาย(เจ่อ)หยก ขานี้เค้าหันไปซบอกสายการบินสัญชาติออสซี่ Jet Star หลังจากทนรอลุ้นมาข้ามแรมปี และแล้วผลปรากฏว่ามันก้อได้ตามคาด แต่ก้อดีใจกะเพื่อนด้วยจริงๆ แม้ว่าจะแอบเศร้า แต่ก้อเพื่ออนาคตที่ดีกว่า อยู่นี่วันๆก้อโดนจิกโดนกัด อะไรๆก้อ(พวก)กู ได้เงินเดือนหมื่นหก แต่ใช้งานพวกกูเหมือนได้เงินเดือนสักแสนห้า !!!~ เง้อไม่มีพวกแกแล้ววันๆกูจะเมาท์กะใครล่ะเนี่ย แต่ละคนที่เหลืออยู่ก้อ (เฮ้อ) คอเดียวกันทั้งนั้น (ประชด) กว่าจะปรับโหมดคุยกันรู้เรื่อง เล่นเอาอ่อนแรง
สรุปงานนี้คนที่ไม่มีวี่แววว่าจะออกกลับไปก่อนเค้าเพื่อนเลย ส่วนคนที่บ่นเร่าๆ อยากจะออกทุกวี่วัน (ก้อต้องทนตรากตรำทำงานต่อไป) ส่วนไอ้เหาก้อไม่รู้ว่าจะโดนอับเปหิไปเป็น PT เมื่อไหร่ ถ้าวันนั้นมาถึง อีเอื้อยวันๆคงน้ำลายบูดตาย ถึงแม้ว่าเหาบางทีมันจะเครือค่ายล่ม (ไม่บางทีอ่ะ ตลอด) แต่มันก้อเป็นหนึ่งในแกงค์สี่มหาประลัย ไปได้ดิบได้ดีแล้วอย่าลืมมาเยี่ยมเยียนกันบ้างนะเฟร้ย กรูเหงา โบร๋ววววว
เอาน่าลองดูสักตั้ง อย่างน้อยก้อถึงแค่เมษานี้ล่ะหว่ะ หลังจากนั้นค่อยว่ากัน (นี่ทำตามที่หมอดูบอกเป๊ะ) ว่าแต่พูดถึงเรื่องหมอดู เมื่อวันก่อน (วันที่สอง) ด้วยความคันจัดอยากดูหมอ ไปไหว้ศาลหลักเมือง (เลือกวันไปกันได้ถูกจังหวะมาก เป็นวันที่พระพี่นางเสีย เค้าประกาศให้ใส่ดำไว้อาลัย เจ๊เอื้อยนี่ล่อแดงเลย เป็นไง เปรี้ยวซะ ทีแรกว่าจะเข้าไปไหว้พระแก้วมรกตด้วย เผื่อจะเอาความซวยออกแล้วแทนที่ด้วยศิริมงคล แต่ก้อต้องกินแห้ว เพราะไอ้เสื้อแดงแป๊ดของกูเนี่บแหละ) พอเสร็จธุระก็เลยแวะดูหมอที่ท่าพระจันทร์ ตามที่เพื่อนหยกบอก เค้าบอกว่าป้านี่แกแม่น เอ่อคือตอนแรกก้อเห็นว่าเป็นป้าแกเงียบๆ ติ๋มๆ ท่าทางใจดีและสุภาพ แต่ที่ไหนได้พอเริ่มดูเท่านั้นแหละ โห??? แม่งจะโหดไปไหนคร้าบ แถมด่ากูอีก สรุปคือนี่เสียตังค์ไปสองร้อย เพื่อให้เค้าด่าT^T ป๊าด อีก้อยก้อนั่งขำฮึๆๆอยู๋ข้างๆ ไม่มีช่วยกรูเลย แต่ก้อแม่นจริงอ่ะ ก้อฟังหูไว้หู ของแบบนี้คนลิขิตก้อคือตัวเราเอง จริงม่ะ ไถลอกกนอกเรื่องไปไกล
ตั้งแต่ทำงานที่นี่ พอมีเดย์ออฟที่ไร หมดไปกะการนอนทุกครั้งไป (กินและก้อนอน ไม่ต่างกะอิชิ)เวลาที่ตั้งใจจะทำอะไร ก้อไม่เคยจะได้ทำตามที่หวังไว้สักครั้ง กลายเป็นคนพลัดวันประกันพรุ่งซะงั้น ดูได้จากการอัพspaceเป็นต้น ว่าจะอัพๆหลายครั้ง สี่เดือนผ่านไป เพิ่งได้มาทำเนี่ย ไม่ได้การณ์และต้องปรับเปลี่ยนตัวเองครั้งยิ่งใหญ่ มีความรู้สึกว่าช่วงนี้ชีวิตมันอืดทืด (ขอยืมศัพท์อีเบ็น) อยากทำโน่นทำนี่ จับจดหลายสิ่ง จะเอาอะไรก้อไม่เอาสักอย่าง ความจริงมันก้อคือสับสนแหละ ไม่รู้ว่าจริงๆตัวเองอยากทำอะไร ตอนนี้ก็คิดไม่ออกระหว่างจะกลับไปทำงานที่เอเซียน่าต่อ หรือว่าจะไปเรียนต่อโทดี
คือเอาเป็นว่าตอนนี้ก้อต้องเริ่มคิดแล้วล่ะ ว่าชีวิตจะหันไปทางไหน ถ้าจะเรียนต่อ ก้อต้องเริ่มเตรียมตัวได้แล้ว ไหนจะต้องอ่านหนังสือสอบ ไหนจะเรื่องเอกสารอีกมากมายร้อยแปดปัญหา แต่ถ้าเลือกจะกลับไปเป็นแอร์ต่อ คราวนี้ก้อทำๆแล้วถอยเหมือนคราวที่แล้วไม่ได้แล้ว เพราะอาจจะโดนตบกบาลแยกได้ ถามว่ายังอยากกลับไปทำอยู่ไหม มันก้ออยากนะ แต่ติดตรงที่ว่าต้องไปเทรนใหม่เนี่ยดิ โอ๊ยก๊อด คิดแล้วอยากจะบ้า แค่คิดว่าจะต้องไปเจออะไรก้อหดหู่แล้ว สองเดือนในค่ายกักกัน คือถ้ามันไม่เคยมีประสบการณ์รับรู้ถึงความนรกตอนนั้นมันก้อไม่เท่าไหร่หรอก แต่นี่คือเคยผ่านมาแล้วไง รู้ว่ามันโหดขนาดไหน แค่คิดก้อปวดใจแล้ว แต่ถ้าคราวนี้ไม่กลับไป โอกาสที่จะได้กลับมาทำงานที่นี่ก้อเท่ากับศูนย์แล้วล่ะ (เมย์ดำมันจะฆ่ากูไหมเนี่ย ถ้าไม่กลับไป) เฮ้อ ปวดหัวตื๊บๆ ไม่รู้อาไงกะชีวิตดี งานก้ออยากทำ เพราะอยากได้เงิน เรียนก้ออยากรีบๆเรียนตอนทีทางบ้านยังมีแรงส่ง (แต่ใจก้ออยากเก็บเงินเรียนเองน่ะ แต่คิดว่างั้นคงต้องรออีกนาน)
ที่แน่ๆตอนนี้มีอยู่สิ่งหนึ่งที่อยากทำมากๆคือ ไปเที่ยวทะล คือไม่ไหวแล้ว อยากไปไหนก้อได้สักที่ๆไกลๆ ตัดขาดจากโลกภายนอก มีเวลาอยู่กับตัวเอง ทำในสิ่งที่อยากทำ เอาว่ะ พรุ่งนี้ลุยหน้าสู้เพื่อ Annual leave ของเรา ไม่สนสิ่งใดอีกแล้ว จะไปซะอย่าง ฮึ่ม !!! PS:น้ำหนักขึ้นมาสองโล เริ่มรู้สึกตัวตอนโดนก้อยทักว่าตูดแกใหญ่ขึ้นป่าวว่ะ พอขึ้นตาช่างดู แม่เจ้าลมแทบใส่ ขึ้นมาสองโล ไม่นะ ปฏิบัติการรีดไขมันด่วน เฮ้ย ทำไมเรากลายเป็นขี้เกียจขนาดนี้เนี่ย ถึงเวลากลับมาดูแลตัวเองได้แล้ว อย่ามัวแต่เอาเวลาไปทำอย่างอื่น ก่อนที่จะสายเกินแก้ ฮ่วย September 26 Finally I've got a job !!!Thank you for calling Wall Steet Pinkloa. This is PIm speaking, How may I help you?
สวัสดีค่ะ Wall Street ปิ่นเกล้าค่ะ
เริ่มงานมาได้อาทิตย์นี้ก้อเข้าสู่อาทิตย์ที่สองแล้ว เอ ค่อนไปทางสามนะ แต่โดยรวม แฮปปี้(กะดีแทคอีกแล้ว) มากๆกับที่นี่อ่ะ ทั้งเพื่อนร่วมงาน ตัวเนื้องานเอง รวมถึงใกล้บ้านมากๆ (อันนี้ประเด็นหลักเลย) คือไม่ต้องแหกขี้ตาตื่นตั้งแต่เช้า อย่างเช่นเข้างานสิบโมง ตื่นแปดโมง อกกจากบ้านเก้าโมงครึ่งยังทัน
ตอนทำแรกๆก้อเอ๋อๆอ่ะ แต่พอทะสักระยะก้อเริ่มจับจุดได้ ก้อโอแล้วนะตอนนี้ อาจจะเหลือเก็บรายละเอียดอีกนิดหน่อย ก้อต้องขอบคุณเฮียทอม คุณกุล คุณนายโบ และคุณหญิงนะคะ ที่ช่วยสอนงานให้
ยิ่งตอนนี้ได้ก้อยมาทำด้วย เฮฮาปาจิงโกะได้อีก นี่ถ้าเอ็มมาอีกคน คงครบแก๊งค์เลย ห้าๆ แต่เราว่านะจะหนักไปทางเมาท์ งานการคงไม่ค่อยได้ทำ
ใครว่างก้อแวะมาเยี่ยมบ้างเด้อ (กรุณาอย่ามามือเปล่า อาจมีเคือง ..........ล้อเล่น) ช่วงนี้ทำงานทุกวัน มีเดย์ออฟแค่หนึ่งวัน แล้วแต่ดวงว่าจะได้หยุดวันไหน
ทำงานเสร็จก้อช็อปปิ้งตลาดนัดหน้าเมเจอร์ ตูละกลุ้มใจ เงินเดือนที่ได้มาแต่ละเดือนก้อคงจะมลายอยู่แถวนี้แหละ
ชีวิตนี้ไปไม่พ้นแถวนี้สักที แต่ก้อดี ถิ่นเราเอง ไม่ต้องปรับตัวมาก บางวันเลิกเร็วก้อดูหนัง ไม่ก้อไปเดินเล่นเซ็นปิ่น โอ้ว ชีวิตอะไรมันจะแสนสุขอย่างนี้หน๋อ
เออ โม้มาตั้งนาน หลายคนอาจสงสัยว่าเราทำตำแหน่งอะไร เราเป็น SO ซึ่งย่อมาจาก Sexy Officer no!! juz kidding ^^ จริงๆมันคือ service officerจ้า
หน้าที่โดยวมก้อคอย Greeting คนที่เดินเข้าออก Booking + Cancle Classes for students, คอยโทรจิก เอ้ย ตามให้นักเรียนมาเข้าเรียน เป็นคนประสานงานระหว่างนักเรียนกะแผนกอื่นๆ รับโทรศัพท์ ETC แต่งานหลักเมาท์ นินทาชาวบ้าน อ่านข่าว Gossip ดาราในกระทู้พันธ์ทิพย์ ที่ขาดไม่ได้คือกิน กิน กิน และก้อกิน
แต่เวลามันยุ่งก้อยุ่งกันหัวปั่นจริงๆ โดยเฉพาะวันเสาร์ อาทิตย์ แมร่งพร้อมใจกันมาที่ SO ลมแทบใส่ แต่บทมันจะเงียบ ก้อเงียบๆๆๆๆๆๆๆ นั่งตบยุงกันไป
ข้อดีของการทำงานที่นี่อีกอย่างก้อคือ พอพ้นโปรแล้วพนักงานมีสิทธ์เรียนคอสที่นี่ งานนี้ฟรี !!! (ได้ข่าวคอสนึงเกือบเจ็ดหมื่น ไปเรียนเมืองนอกจะดีกว่าป่ะ)
ไม่รู้จะโม้รายแล้วอ่ะ เพราะเพิ่งกลับมา หัวมันตื้อคิดรายไม่ออก เอาเป็นว่าแค่นี้ละกัน (จบมันซะดื้อๆแบบนี้เนี่ยแหละ อิอิ)
PS:พุธหน้ารายการเกมวัดดวงจะมาถ่ายทำที่สาขาเรา โหะๆๆ จะได้เจอน้าเน็กตัวเป็นๆซะที(ควรปลื้มดีไหม เอาว่ะ ครั้งหนึ่งในชีวิต ถึงน้าแกจะไม่หล่อ แต่ก้อเร้าใจ ค่อนไปทางร้าวใจT^T) แล้วจะเก็บภาพบรรยากาศมาฝากนะ ตอนนี้ขออนุญาติไปเตรียมสวยก่อน เผื่อจะได้ชะแว้บ ได้ออกทีวีกะเค้า (เผื่องานนี้จะได้เกิดกะเค้า เอ หรือเกิดใหม่??) September 25 Korean tour (night life exclusive!!!)10 กันยายน สองห้าห้าศูนย์ ที่สนามบินอินชอบ ประเทศเกาหลีใต้
หลังจากมาแอ่วเกาได้ห้าวัน มาถึงเช้าวันพฤหัส มาแบบชนิดที่ว่าชุกละหุกโคตร แบบว่าโทรถามตั๋วเช้าวันพุธ คืนวันนั้นออกเดินทางเลย ตอนขามาพี่เอื้อยก็ได้ทำเรื่องสะพรึงอีกแล้วครับท่าน คือเนื่องจากมัวแต่ชะล่าใจ เห็นว่าเครื่องขึ้นห้าทุ่มห้าสิบ แต่เจือกลืมดูเวลา Boarding time อิ๋บอ๋าย ห้าทุ่มแล้วกรูยังติดอยู่ตรง Immigration อยู่เลย กรี๊ดดดดดดดดด จะได้ไปไหม ลางร้ายเริ่มส่อเค้าความหายนะมาแต่ไกล ทำไมคนมันพร้อมใจกันเดินทางออกนอกประเทศเยอะขนาดนี้ อยู่บ้านอยู่ช่องกันบ้างเหอะ ห้าทุ่มห้านาที แต่แถวไม่เคลื่อนเลย ที่กำลังจะเคลื่อนคือไหล่ตู หนักได้อีกซิ ไหนจะ note book ไหนจะกระเป๋า
นาทีนี้ต้องอาศัยความหน้าด้านอย่างเดียว เนียนขอเค้าแซงคิวซะงั้น ไม่งั้นวันนี้ก้อไม่ต้องไปกันพอดี หลังจากผ่านตม มาได้ก้อโกยอ้าวหาGate ยังความเสี่ยวยังไม่หมดเท่านั้น Gate เรามันC2A ผ่านx ray มาก้อเดินไม่ได้ดูตามาตาเรือ เดินเลยมาซะงั้น นึกขึ้นได้อีกทีกูก้อมาโผล่เกือบ Gate 17 แล้ว เฮ้ย นี่ไม่ได้มาเล่นเกมซ่อนหานะเฟร้ย อยากจะแขกกบาลตัวเอง เรียกว่าขึ้นเครื่องได้นี่หอบเป็นหมาเลย บนไฟลท์ก้อไม่มีอะไร วันนี้ไป TG เครื่อง 777 เก่าได้อีก เวลาเครื่องไต่ระดับนี่ เล่นเอาใจเราสั่นตามเสียงเครื่องไปด้วย จะรอดไหมเนี่ยตู สำหรับ pax call ได้ข่าวเห็นผู้โดยสารกดตั้งแต่ take off ยัน landing ก้อยังเห็นสว่างไสวเหมือนเดิม ไม่เหมือน OZ Pax call ดังที นี่วิ่งแถกันมาหน้าแทบทิ่ม (ซึ่งส่วนมากก้อเป็นกระเหรี่ยงน้อยอย่างพวกกูเนี่ยแหละที่โดนถีบออกมา) แล้วยิ่งเวลาที่พอมาถึง แล้วถามผู้โดยสารว่ามีอะไรให้ช่วยค่ะ แล้วผู้โดยทำหน้างงๆ ประมาณว่ามีอารายเหรอ กูป่าวเรียกมึงน๊า (เออ ไฟPax call แดงโชว์อยู่เหนือกบาลมัน ถ้ามึงไม่กด(แล้วใครกดฟร่ะ)กูก้อไม่อยากมาเสนอหน้าอยู่หรอกค่า) ถ้าเจอสถานการณ์แบบนี้ให้เดาได้ทันทีว่า 1. คิดว่าปุ่ม Pax call คือปุ่มเปิดปิดไฟ (ตูล่ะกลุ้ม) 2. หลับแล้วเผลอเอาอวัยวะสักอย่างไปโดน (ส่วนมากจะเป็นตูด) 3. คือกูอยากกดเฉยๆ อยากรู้ว่ามันคือปุ่มอะไร อิอิ (กรอดๆ อย่าให้กูเป็นผู้โดยสารมั่งนะเมิง)
เออได้ขช่าวโม้เรื่องทีจีอยู่ดีๆ ไหนกลับมาเอเชียน่าได้เนี่ย อ่านะ รวมๆก้อการบินไทยแอร์ทำงาน สบายโคตรพ่อง (คิดดูมีเวลาเดินไปเปลี่ยนชุดถึงสามชุดด้วยกัน) เราก้อนึกว่าดูแฟชั่นโชว์อยู่อีก หนังมีให้ดูตั้งสองตอน Mr. Beanเวอร์ชั่นเก่าถึงเก่ามาก จากนั้นหักดิบ ปิดไฟบังคับนอน แงๆๆๆ หนูอยากดูหนังอ่ะ เออว่ะ นอนก้อได้ แต่ คือนอนไม่หลับง่ะ อยากให้ถึงไวๆ เบื่อโว้ย หิวด้วย อาหารเมื่อไหร่จะเสริฟ
ถึงICN ตอนเจ็ดโมงครึ่ง กว่าจะลากตัวเองผ่านพ้นด่านตมมหาโหดมาได้ปาเค้าไปแปดครึ่ง เพื่อนเนมช้านก้อรอจนเกือบหลับ ตอนเดินไปก้อลุ้นไป มันจะรอตูไหมว๊า สรุปว่ารอ เย้ๆๆ
นั่งรถKAL ไปโรมแรม พอประตูเปิดวูบแรกที่รับรู้ได้คือ เฮือก!!!! ฝนตก บวกอากาศหนาวเหน็บ พ่องเมิง ใครตัวไหนว่ะที่บอกว่าเการ้อนยังกะตาอบ นี่เตรียมมาแต่ละชุดกะหนาวเต็มที่ แล้วทีนี้จะทำไงง่ะ เสื้อหนาวไม่ได้เอามาสักตัว ยังๆความซวยยังไม่หมดเท่านั้น พอไปถึงโรงแรม ห้องก้อดันเต็มอีก เนื่องจากตอนนี้มันมีนักบอลFIFA มาอยู่ ห้องก้อเลยต้องโดนเจียดเอาไปให้พวกมันอยู่ (วันที่มัน check out ก้อคือวันเดียวกะที่เรากลับมาเนี่ยแหละ) หลังจากตบตีกะFront สรุปได้เรื่องว่าต้องระเห็จไปอยู่อีกโรงแรมนึง ขอเรียกว่าโรงแรมอึมครึม เพราะตึกทาสีดำทั้งตึก (อารมณ์ม่านรูดเลย) งานนี้ก้อดูหนังโป๊ เปรมกันไป บอกแล้วว่าอะไรที่แย่ มักจะมีสิ่งที่ดีๆแอบแฝงอยู่ด้วยเสมอ ห้าๆๆ ตอนเย็นก้อเนียนไปกิน Dinner ฟรี ด้วยความระทึก ปล. แอร์ที่ห้องหนาวมาก ผ้าห่มก้อจะบางไปไหน ประมาณว่าจะให้กูนอนกอดกันทั้งคืนเลยใช่ไหม ????
สรุปคืนนั้นเราก้อหลับๆตื่นๆ แต่คุณเนม กรนคร่อกๆ หมดไปหนึ่งวัน โดยรวมๆไม่มีอะไรเป็นโล้เป็นพาย รุ่งขึ้นวันศุกร์ วันแห่งการรอคอยของคุณเมย์ดำ check out เอากระเป๋ากลับมาที่โรงแรมเดิม เพราะวันนี้เนมมีไฟลท์ต้องไปบิน เราเลยระเห็จมาอยู่ห้องคุณนายมุก สายๆ (ค่อนไปทางบ่ายๆ) ก้อออกไปตะลุย Evaกะมุกกะเมย์ขาว โดยรวมๆก้อไม่รู้จะซื้ออะไร บอกแล้วว่า จุดปรสงค์ของการมาคราวนี้ไม่ได้จะมา shopping ก้อเลยเฉยๆ มื้อเย็นก้อมาตบท้ายด้วยหมูปิ้งที่ซองจง ก่อนกินก้อให้เมยNขาวโทรไปชวนเมย์ดำ โดยเราบอกว่าอย่าบอกนะว่าเรามา เราจะอำมัน ซึ่งก้อได้ผล (นึกแล้วขำว่ะ) พอมันมาถึงร้านเจอหน้าเราเท่านั้นแหละ ประหนึ่งว่าเราเป็นแสงสว่างสู่ชีวิตมันเลย ตาเป็นประกายมาก กลับเข้าโรงแรมไปเปลี่ยนองค์ (ตอนนี้หัวกูเหม็นหมูมาก) วันนี้นังเมย์นัดตัวผู้ อดีตสามีเก่าไว้ กว่าจะตะกายไปถึงที่ เล่นเอานั่งรถกันตูดร้อนเลย แล้วพอถึงแล้ว กว่าจะติดต่อกัน กว่าจะหากันเจอ โอย จะบ้าตาย นึกว่าวันนี้จะได้ไปเที่ยวถิ่นแปลกๆ สรุปสุดท้ายก้อมาลงเอย ตายรังที่เก่า แต่คราวนี้เปลี่ยนร้านใหม่ เดินโซซัดโซเซ เจอกันโดยบังเอิญ ฝรั่งเยอะได้ใจอยู่ เกาก้อดูดีพูดอังกิดได้ จากตอนแรกที่คุณนายดำแกนอยๆ ก้อกลับมากระชุ่มกระชวยอีกครั้ง ได้กลับไปกินหลายคนอยู่ เที่ยวกันยันเช้าก้อกลับโรงแรมมาด้วยสภาพไม่ต่างจากศพ (สำหรับเมย์ดำ ขอบอกว่าถ้าใจไม่รักจริงทำไม่ได้นะคร้าบ เพราะมันเพิ่งกลับมาจากบินลอนดอน สิบกว่าชั่วโมงที่ไม่ได้นอนเลยบนเครื่อง แล้วก้อเที่ยวต่อยันเช้า)
กว่าจะถึงโรงแรมก้อปาเข้าไปหกโมงเช้า นอนไม่ทันไร นังพัตเตอร์ก้อโทรขึ้นมาปลุก ตอนเก้าโมง (เออ เอากะมันเดะ กะลังจะหลับเลย) เนื่องจากว่าวันนี้นัดกันจะไป everland แต่ไปๆมาๆ ไปได้แค่ Lotte World เนื่องจากว่าถ้าจะไป Everland ต้องอกจากโรงแรมตั้งแต่หกโมง ซึ่งก้อคือเวลาที่พวกเราเพิ่งท่องราตรีกลับมาถึง งานนี้เลยต้องร่นระยะทางมาเหลือแค่ Lotte world นี่ขนาดใกล้แล้ว นั่งรถไฟไปก้อเกือบชั่วโมงกว่า กว่าจะเสร็ดออกมาก้อบ่ายโมงกว่า ถึงก้อสามครึ่ง เสียค่าเข้าไปแปดร้อยบาท (แสดดด) เน้นว่าแค่ค่าเข้าอย่างเดียว ค่าเข้าเท่านั้นไม่รวมเครื่องเล่น ไม่รวมอะไรเลย งานนี้เราก้อต้องถ่ายรูปให้คุ้มไหนๆก้อมาแล้ว ซัดเข้าไปก้อแค่สามร้อยกว่ารูปเอง (ได้ข่าวแต่ละคนนี่ไม่ค่อยบ้ากล้องเลยเนอะ) พัตเตอร์ เดินไปก้อจะหลับไป เราก้ออาการร่อแร่ มีนังเมย์หลับมาเต็มอิ่มอยู่คนเดียว เฮ้อ แต่จะเป็นวันที่ไม่มีวันเลืมลยเน้อ มีความสุขมากๆ ถือว่าคุ้มและที่มา แค่นี้แหละที่ต้องการ ที่เค้าว่ากันว่าเวลาคนมีความสุขเวลามันมักจะผ่านไปเร็ว เป็นอะไรที่ถูกต้องที่ซู้ดเลยล่ะ ^^
วันอาทิตย์หมดไปกะการไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน กว่าจะตื่นมาก้อเที่ยง แล้วตอนบ่ายดันหลับอีก พอตกกลางคืนกูก้อไม่ง่วงอยู่คนเดียว ฮือๆๆ แถมวันนี้ต้องนอนแชร์ห้องด้วย อัดกันเข้าไปสี่คน (ทำไปได้) เรากะเนม นอนพื้น กว่าจะหลับก้อเกือบตีสอง กระสับกระส่าย สะดุ้งตื่นมาอีกทีเก้าโมงครึ่ง เอื้องชวนลงไปกินอาหารเช้าเพราะมีคูปองฟรี แต่น่ะ มันเช้าอ่ะ เลยกินไม่ค่อยเข้า แถมไม่อร่อยอีกต่างหาก สลับกะปวดท้องอึ ตามเคย -*- พอกลับมาอึเสร็จก้อตาสว่างเต็มที่ ส่วนสองคนนั้นขอตัวกลับไปนอนต่อ เออ กินแล้วนอนของจริง เราก้อไม่มีอะไรทำออกมานั่งเล่นเนตก้อแล้ว อ่านหนังสือก้อแล้ว ก้อยังเบื่ออยู่ดี (นี่ขนาดยังไม่ได้กลับมาบินนะเนี่ย) เลยตัดสินใจออกไปเดินเล่น sky city อีกอย่างต้องไปซื้ออีตุ๊ด(Etude)ให้ก้อยด้วย แต่ว่าซื้อของได้ไม่ครบ เลยเดินต่อไปถึง emart(ทึ) เพื่อซื้อแป้งให้คุณนายอ้อม (มารดาเราเอง) แต่เงินไม่มี เพราะว่าดันลืมแลกที่ Sky City ตั้งแต่แรก มัวแต่เดินเอ๋อ ไปเอ๋อมา (เซ็งป่ะหล่ะ)
กำๆๆงานนี้เลยต้องกลับโรงแรมแล้วออกมาอีกที วนไปวนมาอยู่แค่เนี่ย จนได้เวลารถมารับมา Airport เฮ้อ เป็นการปิดฉากทริปนี้ลง อย่างเป็นทางการ บะบาย เกาหลีต่อจากนี้อีกนานแสนนานกว่าจะได้มาอีก เราก้อมีความทรงจำที่ดีๆมากมายเกี่ยวกับที่นี่นะ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพียงแค่เวลาช่วงสั้นๆก็ตาม กลับไปก้อต้องกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง คราวนี้ได้ทำงานกะเค้าเป็นเรื่องเป็นราวสักที ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะต้องไปเจออะไรบ้าง แต่งานนี้ก็ต้องสู้ให้ถึงที่สุดอ่ะ เพราะเราก็รู้รสชาติแล้วว่างานมันหายากขนาดไหน อีกอย่างไปทำงานจะได้ไม่ต้องเอาเวลาไปฟุ้งซ่านด้วย แถมยังได้เงินมานอนกอดเล่นๆอีกต่างหาก หุหุหุ | |||